วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553


การจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ (Integrated Curriculum) คือ การจัดหลักสูตรเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ ที่เน้นการเชื่อมโยงประเด็นและหมวดหมู่จากเนื้อหาต่าง ๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบใน ลักษณะเป็นหน่วยเดียวกัน ไม่แยกเป็นส่วน ๆ ให้แต่ละรายวิชาต้องเชื่อมโยงเข้ากับวิชาอื่น ๆ อย่างสัมพันธ์ต่อกันและกัน ดังนั้น กิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตรแบบบูรณาการ เน้นแนวคิดของประเด็นในสิ่งที่เป็นจริง ที่ต้องนำความรู้จากเนื้อหาวิชาต่าง ๆ มาประสานเชื่อมโยงกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า การกำหนดหลักสูตรที่บูรณาการแล้ว จะต้องนำไปจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการด้วยเสมอ


การสร้างหลักสูตรบูรณาการมีแนวคิดจากที่ความรู้ในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ศาสตร์แต่ละวิชาได้พัฒนาความลึกและความกว้างแตกขยายแยกย่อยเป็นสาขาเฉพาะทางกระจายออกไปอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ซึ่งเอื้อให้ความรู้ถ่ายโยงถึงกันอย่างรวดเร็ว และไร้พรมแดน จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ที่ทุกศาสตร์สามารถใช้ร่วมกันเพื่อเป็นความรู้กลาง และเป็นฐานเบื้องต้นของการเรียนให้อยู่เหนือสาระที่มีความเฉพาะเจาะจง ที่สำคัญพบว่าการจัดการเรียนการสอนและบูรณาการมีลักษณะที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน กล่าวคือ ปัญหาที่เราพบในแต่ละวันนั้น เราไม่อาจแก้ปัญหาได้ โดยใช้ความรู้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องนำความรู้และทักษะจากศาสตร์หลากหลายแขนงมาประกอบกัน จึงจะแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างครอบคลุม ทำให้เกิดแนวคิดว่า การเรียนรู้ในลักษณะบูรณาการน่าจะมีความสอดคล้องกับธรรมชาติการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยเชื่อว่า การเชื่อมโยงความคิดรวบยอดของวิชาต่าง ๆ ที่มีในหลักสูต รจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถนำประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับจากการเรียนการสอนไปประยุกต์ใช้ได้ในสถานการณ์ใหม่ หรือเรื่องที่เรียนรู้ใหม่ได้ต่อไป

การจัดหลักสูตรแบบบูรณาการนี้ มีข้อดีที่ไม่มีการกำหนดขอบเขตในการพัฒนาความรู้ ทักษะไว้อย่างชัดเจน ผู้สอนสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนถ่ายโยงความรู้ที่ได้ไปสู่ประสบการณ์และแหล่งฝึกที่ต่างกันได้อย่างต่อเนื่องกัน แต่ในขณะเดียวกันการบูรณาการเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะไม่มีขอบเขตเนื้อหา และมโนทัศน์ที่ชัดเจน ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนอาจรู้สึกขัดแย้งกับการจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ และสิ่งสำคัญ ผู้สอนในหลักสูตรบูรณาการจำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษในการสอนแบบบูรณาการ เพื่อที่จะสอนได้สอดคล้องกับแนวคิด โดยไม่ละเลยส่วนสำคัญของหลักสูตรไป

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การพัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐาน

กระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐาน มีกระบวนการทำ 4 ขั้นตอน คือ
1. พัฒนากรอบโครงสร้างหลักสูตร (Curriculum framework)
เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญยิ่งของการพัฒนาหลักสูตร วางแผนพัฒนาในระดับชาติ รัฐ เขตพื้นที่ มีรูปแบบที่หลากหลายและมีรูปแบบเฉพาะในแต่ละพื้นที่ Curry และ Temple กล่าวว่า โครงร่างหลักสูตร คือ เอกสาร หลักฐานที่มีส่วนทำให้เกิดความคิด เกี่ยวกับความรู้ ทักษะ กระบวนการ ที่ทำให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ จากการฝึกฝน เพื่อเตรียมโครงสร้างภายใต้การจัดระบบการทำงานในส่วนต่างของหลักสูตรที่เป็นองค์ประกอบของระบบการเรียนการสอนในระดับสถานศึกษา กรรมการพัฒนาหลักสูตร (Curriculum committee) จะถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ยึดมาตรฐานเป็นเกณฑ์ โดยกรรมการเหล่านี้จะมาจาก ผู้บริหารสถานศึกษา บอร์ดผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง นักเรียน และตัวแทนชุมชน เพื่อมีจุดหมายในการพัฒนาหลักสูตรที่พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน และเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น

2. การเลือกรูปแบบ วางแผน และออกแบบหลักสูตร
การบูรณาการมาตรฐานกับหลักสูตร คือ การวางแผนรูปแบบหลักสูตร เพื่อใช้เป็นรูปแบบที่พัฒนาหลักสูตรระดับโรงเรียนเป็นภาพรวมพื้นฐาน ที่มีรูปแบบระบุเฉพาะเจาะจง ว่าต้องวางแผน หัวข้อ หรือสิ่งที่ต้องการ ในขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มรายละเอียดว่าทำอย่างไรจะเปลี่ยนแปลงโครงร่างหลักสูตรให้มีการพัฒนาและใช้เป็นตัวชี้วัดที่มีลักษณะตรงกับความเป็นจริง ความมุ่งหมาย ที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจงตามที่ตั้งไว้ สิ่งสำคัญที่สุด ของการวางแผน และออกแบบรูปแบบที่หลากหลาย คือการทำให้รู้ถึงสิ่งที่เราต้องสอน สอนอะไร สอนอย่างไร และทำอย่างไรให้ได้รูปแบบที่ตรงตามความต้องการและบริบทของโรงเรียน การบูรณาการหลักสูตร เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการออกแบบหลักสูตร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึก และความสัมพันธ์จากความรู้ใหม่ เพื่อเรียบเรียงลำดับความรู้ที่เฉพาะเจาะจง และก่อให้เกิดการถ่ายโอนความรู้ ความเข้าใจ เชื่อมต่อความรู้โดยใช้กระบวนการ ผ่านการสร้างองค์ความรู้ แบบแผนความคิดขึ้นในสมอง การบูรณาการความคิด การเรียนรู้ภายในจากสิ่งแวดล้อม สนับสนุนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและถ่ายทอดเกิดเป็นความรู้

3. การเสริมสร้างความสามารถหรือสมรรถนะในทุกระดับของระบบการศึกษา
การสร้างเสริมความสามารถหรือสมรรถนะส่วนบุคคล เป็นการแปลงตัวเอกสารหลักสูตรไปสู่การสอนให้มีประสิทธิภาพ มีอิทธิพลมาจากองค์กรที่จะร่วมกันสร้างเสริมความสามารถโดยการร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพมหาวิทยาลัยและ วิทยาลัย ธุรกิจท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์ สามารถให้ความคิดใหม่ๆและการสนับสนุน สำหรับกระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซึ่งมีความต้องการทั้งในการสอนและความต้องการให้ชุมชนมีส่วนร่วม
การวางแผนสำหรับการสร้างเสริมความรู้ความสามารถ โดยกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวข้องทั้งในด้านผู้บริหาร การจัดการหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการสนับสนุนส่งเสริมการใช้หลักสูตรจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลแก่ผู้เรียน ซึ่งต้องมีมาตรฐานในการจัดเตรียมความพร้อมของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความร่วมมือต่างๆ อย่างมีแบบแผนให้ทุกฝ่ายได้รวมแสดงวิสัยทัศน์ ความคิดเห็น ความรู้ ทักษะ อารมณ์ ความรู้สึก ร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการเรียนของผู้เรียนมากที่สุด ซึ่งการสร้างเสริมความสามารถ อย่างต่อเนื่อง คือ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยความสามารถของนักการศึกษา ที่จะเข้ามาการดูแล และประเมินหลักสูตร

4. เครื่องมือ การตรวจสอบติดตามผล ผลกระทบ และการวัดผลประเมินผลหลักสูตร
ขั้นตอนสุดท้ายของการรวมจัดทำหลักสูตรอิงมาตรฐาน ประกอบด้วย การใช้หลักสูตรในห้องเรียนและการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การสะท้อนภาพให้เห็นและการประเมินผลเพื่อปรับปรุง
เมื่อนำหลักสูตรไปใช้ ติดตามความคืบหน้าของนักเรียน และประเมินประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือประเมินที่มีประสิทธิภาพ ที่หลากหลาย แทนที่จะอาศัยทดสอบมาตรฐานเพียงอย่างเดียวเพื่อพิจารณาจุดแข็งจุดอ่อน ของหลักสูตร และปรับปรุงสิ่งที่จำเป็น การประเมินผลนั้นสามารถ
รวมทั้งกรอบโครงสร้างหลักสูตร รูปแบบหลักสูตร การวางแผนและ กลยุทธ์การสอนที่ใช้ในห้องเรียน เป้าหมายคือการต่อเนื่องในการปรับปรุง หลักสูตรและเพิ่มความรู้ความสามารถของนักเรียน

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

5 Rules for Writting A Great WebQuest " by Bernie Dodge



FOCUS


F : FIND GREAT SITES
O : ORCHESTRATE LEARNERS AND RESOURCES
C : CHALLENGE YOUR LEARNERS TO THINK
U : USE THE MEDIUM
S : SCASFFOLD HIGH EXPECTATIONS


For more, visit: http://edweb.sdsu.edu/people/bdodge/bdodge.html.
http://webquest.org/index-resources.php

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

WebQuest " as defined by Tom March



"A WebQuest is a scaffolded learning structure that uses links to essential resources on the World Wide Web and an authentic task to motivate students’ investigation of a central, open-ended question, development of individual expertise and participation in a final group process that attempts to transform newly acquired information into a more sophisticated understanding. The best WebQuests do this in a way that inspires students to see richer thematic relationships, facilitate a contribution to the real world of learning and reflect on their own metacognitive processes."
http://bestwebquests.com/what_webquests_are.asp

On his first WebQuest lesson



his first WebQuest lesson
I enjoyed walking around and helpingwhere necessary and listening to the buzz of conversations as students pooled theirnotes and tried to come to a decision. The things they were talking about were muchdeeper and more multifaceted than I had ever heard from them. That evening I realized that this was a different way to teach -- and that I loved it!"

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การนำเสนอผลงานWebQuest Project


ผลงานโครงการบทเรียนเว็บเควส ชั้นประถมศึกษาปีที่1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต จากการศึกษาโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้โครงสร้างหลักสูตรรายวิชา วิทยาศาสตร์ 1ที่มีสาระ/มาตรฐาน/ตัวชี้วัดและคำอธิบายรายวิชา คิดชื่อหน่วยการเรียนรู้ วิเคราะห์เนื้อความรู้ จากสาระ1สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต บูรณาการกับสาระที่ 8 ทักษะทางวิทยาศาสตร์ คือ การสังเกต การเปรียบเทียบ การนำเสนอผลงานได้ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และจุดประสงค์ของหน่วยย่อยที่ 1 และจุดประสงค์ของCompilation Task กลายเป็นจุดประสงค์ของwebquest คือ เปรียบเทียบและบอกความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งที่คาดหวังจากนักเรียนคือ นักเรียนมีทักษะการคิด การสังเกต การจดบันทึก การนำเสนอผลงานของนักเรียนคือการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่มด้วยภาพวาด /แผนภาพ /ตาราง ที่แสดงความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
2.การทำ WebQuest ตามวิธีทำงานที่ตนเองจากการทำรายงานใน Group1Work1 และจากการศึกษาตัวอย่างจากแผ่นซีดีดรอมวิชา 162531และเว็บเควสตัวอย่างได้ เขียนไฟล์สคริปต์บทเรียนเว็บเควส เริ่มทำ Project WebQuest เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โดยออกแบบเว็บเควสเป็น Compilation Task เพื่อให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตจาก เว็บไซต์หลายเวบไซต์ โดยเริ่มจากบทนำที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน โดยใช้คำถาม (Quest )กำหนดไว้ใน นักเรียนแบ่งกลุ่มเพื่อปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในProcess แต่ละขั้นตอนจะมีใบงาน/แบบฝึกหัดเป็นสื่อที่ครูต้องเตรียมเพื่อนำทางให้นักเรียนไปสู่คำตอบที่นักเรียนแต่ละกลุ่มต้องค้นคว้าให้ได้ผลงานเพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีความแตกต่างกัน โดยค้นคว้า Resourcesจากเว็บไซต์หลายเว็บไซต์ที่ครูจัดไว้เป็น 2 กลุ่ม คือสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต นักเรียนมีการทำงานเป็นกลุ่ม มีการสังเกต จดบันทึก เพื่อหาคำตอบว่าสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีความแตกต่างกัน นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลงานที่แตกต่างกัน แต่อยู่ในหัวข้อเดียวกัน แล้วนำเสนอผลงานให้ครูและเพื่อนๆฟังหน้าชั้นเรียน ครูจะประเมินผลงานจากRubic ตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดค่าคะแนนไว้ชัดเจน เมื่อนักเรียนทุกกลุ่มปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมด นักเรียนต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์ สรุปความรู้ และสรุปผล ส่วน Conclusion จะเน้นย้ำว่าเมื่อเรียนรู้จบแล้ว นักเรียนรู้และตอบคำถามในTaskได้ว่าสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีความแตกต่างกัน
จากการทำ WebQuest
จากการเรียนและฝึกปฏิบัติในห้องเรียน ได้ใช้ทักษะความรู้ สร้าง Project WebQuest ด้วย Template จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ออกแบบ และแก้ไข หน้าจอของ WebQuestด้วยโปรแกรม Dreamweaver 8 ที่หน้าจอต่างๆ ,การlink เชื่อมต่อเครือข่าย Word Wide Web,การสร้างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์(PDF),การแก้ไข webpage ของ index โดยใช้ notepad การฝึกปฏิบัติโปรแกรมช่วยสร้างกิจกรรม Hotpotatoes สร้างแบบฝึกและแบบทดสอบ
จากการทำงานออนไลน์ ทั้งงานกลุ่ม และงานรายบุคคลใช้ทักษะ การสื่อสารผ่านระบบบริหารจัดการเรียนรู้KU-LMS และที่ web pirun ,การใช้ keyword ค้นหา ใน Google เรื่อง webquest จากเวบไซต์ต่างประเทศ ,การทำไฟล์สคริปต์ บทเรียนเว็บเควส การจัดทำแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (ePortfolio) ผ่าน pirun website และติดต่อส่งงานกับอาจารย์ที่ hotmail และ KU-Webmail
ขอขอบคุณ รศ.ดร.มธุรส จงชัยกิจ อาจารย์ประจำวิชาที่ถ่ายทอดความรู้ให้นิสิตทุกคนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจจริง ขอบคุณค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

“ สรุปองค์ความรู้ รายวิชา 162531 – 2009 ”


องค์ความรู้ที่ได้จากการเรียน รายวิชา16253 ทั้งที่เป็นการฝึกปฏิบัติในห้องเรียน และนอกห้องเรียน รวมทั้งการค้นคว้าผ่านเว็บไซต์ ที่เป็น Resourses ของต่างประเทศนั้น ทำให้ได้ความรู้จากการเรียนที่มีการสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนิสิต และระหว่างนิสิตกับนิสิต โดยใช้คอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นการใช้ เทคโนโลยีผ่านระบบเครือข่ายที่มีการใช้พร้อมโปรแกรมพิเศษต่าง ๆ เช่น Internet Explorer,BrowserID,Browser Firefox,การสื่อสารข้อมูล โดยการพูด และ เขียนผ่านทาง M@xLearn,Weboard, shat, การใช้ e-mail, การใช้ระบบ LMS ส่งผ่านข้อมูลระหว่างอาจารย์กับนิสิต และระหว่างนิสิตกับนิสิต การนำองค์ความรู้ ใช้พัฒนาตนเอง โดยใช้ทักษะการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทาง KU-Webmail(http://www.ku.ac.th),การส่งงานกลุ่มและงานรายบุคคล KU-LMS(http://course.ku.ac.th,การบริหารเว็บส่วนบุคคล Pirun Website(http://pirun.ku.ac.th,การสร้างweblog(http://jareonsri.blogspot.com)เป็น blog ส่วนตัวของนิสิต ,การเรียนรู้และการสืบค้นจาก เว็บไซต์ต่างประเทศ และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆจาก Hotptatoes – Dreamweaver เพื่อทำ Project WebQuest และUnit WebQuest รวมถึงการเก็บรวบรวมความรู้จากการเรียนรายวิชานี้ ที่Weblog ให้เป็นระบบ
ทักษะต่างๆ ที่ได้จากการใช้งานระบบบริหารจัดการ MAXLEARN
- การเข้าใช้งานระบบบริหารจัดการ MAXLEARN ที่ URL : https://course.ku.ac.th Log in ใส่User Name และ Password ของตนเองจากนั้นคลิกเมนูด้านบนที่ข้อมูลรายวิชา 162531โดยเลือกเมนูต่าง ๆที่กรอบด้านซ้ายมีแผนการสอน , CResources , SHowcase , TalkAjarn , Talkstd , GroupWork 1-4
- การคุยโต้ตอบ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ และครูเข้า : https://course.ku.ac.th Log in ใส่User Name และ Passwordของตนเองจากนั้นคลิกเมนูด้านบนที่ข้อมูลรายวิชา 162531โดยเลือกเมนูเข้าTalkAjarn เพื่อปรึกษาขอคำแนะนำจากอาจารย์ ผู้สอนที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน, เข้า Talkstd เพื่อพูดคุย หรือปรึกษากันระหว่างเพื่อนในเรื่องต่างๆ โดย คลิก New Contribution และ send เพื่อส่งข้อความ และ เลือก Edit เพื่อแก้ไขข้อความได้
- การส่งงานที่เป็นไฟล์เป็นรายงาน เลือกเมนูด้ายซ้ายที่มีรูปแผ่นดิสก์ คลิกเข้าไปพบตารางการสั่งงาน คลิกเข้าไปในช่องที่มีคำว่า ส่ง คลิก Browseแนบไฟล์ ที่ต้องการส่ง ที่ตั้งชื่อเรียบร้อยแล้ว และมีขนาด ไฟล์ตามที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2MB เมื่อแนบไฟล์เสร็จ คลิก send ชื่อไฟล์จะโชว์ให้เห็นที่กรอบสีขาวด้านล่าง ถ้าต้องการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ให้คลิก delete และส่งใหม่ตามวธีการเดิม เมื่อส่งเรียบร้อยคำว่า ในตารางคำว่าส่ง จะเปลี่ยนเป็นคำว่า แก้ไข
-สิ่งที่ต้องระวังและแก้ไขก่อนอื่นเมื่อใช้งาน Web Board ให้คลิก Editreferenceรูปสี่เหลี่ยมสีขาวด้านบนปรับแก้จำนวนวัน ได้ตั้งแต่2 หลักขึ้นไป(อยู่ด้านบนที่มี new,search,รูปสี่เหลี่ยมสีขาวด้านบน)จะมีข้อความแสดงให้เห็นหลังจากแก้ไขจำนวนวันแล้ว
- การเปิดดูเฉพาะกรอบด้านขวามือ โดยไม่มีเมนูต่าง ๆ อยู่ทางซ้าย ให้ คลิกเม้าท์ด้านขวา และ คลิก Open New window
ขอเสนอแนะอื่น ๆ สําหรับรายวิชานี้ (ถ้ามี )
อาจารย์มีความรู้ที่ต้องการถ่ายทอดมาก และactive ตลอดเวลา ทำให้อาจารย์สอนเร็วมาก นิสิตต้องตามให้ทันตลอดเวลา นิสิตต้องมีความรู้พื้นฐาน ทางคอมพิวเตอร์ สิ่งสำคัญ คือ การฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ นอกจากการเรียนในห้องเรียน และการจดบันทึกในรายละเอียดที่อาจารย์สอน ทำให้จำขั้นตอนต่างๆได้ดี บางครั้งก็เป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่นำ ไปใช้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

WebQuest รูปแบบใหม่ ของ Tom March


Searching for China WebQuest

1. แต่ละกลุ่มพบความแตกต่างอะไรบ้าง ในแง่ของเมนูต่าง ๆ ที่มีให้ในเว็บเควสแบบใหม่เหล่านี้
 เมนูหลักต่างๆ มี รูปแบบเหมือนเว็บเควสทั่วไป แต่มีส่วนที่เพิ่มจากรูปแบบเดิม คือ Quest(ion)/Task Background , Individual Role , Feedbackและ Dictionary
2. ในแง่ของกิจกรรม แทนที่จะใช้แนวทางแบบTaskology เดิม จุดเน้นในการออกแบบกิจกรรม คืออะไร
 จุดเน้นในการออกแบบกิจกรรมในเว็บเควสรูปแบบใหม่ มี Quest(ion)/Task เพียง 1 คำถามเป็นคำถามปลายเปิด ที่นำไปสู่การเรียนรู้ โดยใช้ Individual Roles เป็นตัวกำหนดกิจกรรม มี Role และ Goal กำหนดบทบาท และจุดมุ่งหมาย ให้ทุกกลุ่มปฏิบัติตามสถานการณ์ เพื่อค้นหาคำตอบจากความรู้ มี Backgroup for Everyone ให้นักเรียนทราบบทบาทในฐานะเป็นทีมของผู้สำรวจหัวข้อต่างๆ มีการเชื่อมโยงกับแหล่งทรัพยากรสำคัญจำเป็นบนเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์มีความหลากหลาย และมี Real Word Feedbackไว้ให้นักเรียนนำความรู้ที่เกิดจากเว็บเควสมาทดสอบกับความจริง โดยตรวจสอบแนวคิดและความรู้ได้จาก Real Word Feedbackโดย link ไปที่ chat , E-mail , กระดานบอร์ด หรือ หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ช่วยวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดและความรู้ของนักเรียน ช่วยเสริมความรู้ได้มากขึ้น ทำให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดกับความเป็นจริง มีRubric ไว้ประเมินผลงานนักเรียน
- กิจกรรมแบบไหน ที่พบในทุกตัวอย่าง ของ WebQuestรูปแบบใหม่
 กิจกรรมแบบ collaboratively การวิเคราะห์ข้อมูล การรับฟังความคิดซึ่งกันและกัน การสรุปข้อมูล การทำงานร่วมกัน ช่วยกันค้นหาคำตอบจากคำถามทีละส่วน และรวบรวมความรู้ที่ได้ สังเคราะห์ให้เป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
- การถาม/ คำถาม ของครู เปลี่ยนไปจากแบบเดิมไหม อย่างไร
 การใช้คำถามปลายเปิดของครูจาก Individual Roles เพื่อสร้างความสนใจให้นักเรียน ค้นหาคำตอบให้สำเร็จ เริ่มจากให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มตามบทบาทจากคำถามที่ครูกำหนดไว้ใน Individual Roles ทุกกลุ่มทำตามบทบาท(Role)ที่ได้รับ โดยมีจุดมุ่งหมาย(Goal)ให้นักเรียนต้องค้นหาและนำความรู้มาตอบคำถาม เชื่อมโยงทุกคำตอบจากคำถามทั้งหมด รวบรวมให้เกิดความรู้ในหัวข้อนั้น
- มีความคาดหวังเกี่ยวกับผลงานของนักเรียน ที่เปลี่ยนไปจากเดิมไหม และมีมาจากแนวคิดอะไร
 นักเรียนมีการสังเคราะห์ความรู้เป็นรูปแบบการคิดของตนเอง ทำให้ผลงานนักเรียนเปลี่ยนไป แนวคิดนี้ได้มาจากกิจกรรมการนั่งร้านของ Scaffolder คือ กิจกรรมที่ช่วยนักเรียนพัฒนาความคิดที่ถูกต้องทีละส่วน นำนักเรียนเข้าสู่การแก้ปัญหา โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็นภารกิจทีละส่วน แยกส่วนให้แก้ปัญหา หาความรู้มาตอบคำถามทีละส่วนให้ครบทุกส่วน นักเรียนรวบรวมความรู้ทั้งหมดเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ได้
………………………………………………………

Resource Set2
:http://www.kn.pacbell.com/wired/China/ChinaQuest.html
เจริญศรี กันยุบล

Mud Cloth of Mali และ Celebrating Cinco de Mayo


จากการวิเคราะห์ตัวอย่างเว็บเควส เรื่อง Mud Cloth of MaliและCelebrating Cinco de Mayo พบว่า Task แต่ละแบบจะให้กิจกรรมที่ต่างกันตามสาระวิชาที่สอน แต่ Task เดียวกันก็ยัง ใช้สอนสาระที่ต่างกันได้ โดยใช้การบูรณาการ การสร้างชิ้นงานหลักของนักเรียนแต่ละวิชาที่ได้ก็จะมีรูปแบบที่ต่างกัน นั่นหมายความว่า เว็บเควสแต่ละเว็บมีการนำไปใช้ที่เหมือนและแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเนื้อหาวิชา ทักษะและการปฏิบัติกิจกรรมที่ต้องการให้เกิดกับนักเรียน ดังนั้นการเลือกTask ที่ดีต้องให้เหมาะกับสาระการเรียนรู้ มุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดทักษะความคิดและได้ความรู้ตามที่Task กำหนด แต่การมี Task ที่เหมาะสมอย่างเดียวไม่พอ ครูต้องเลือกเว็บเควสที่น่าสนใจ ให้นักเรียนเกิดไอเดียสร้างผลงาน ในขณะเดียวกัน รูปแบบเว็บเควสที่ซ้ำๆ เหมือนเดิม ก็ทำให้เกิดการพัฒนาเว็บเควสให้มีรูปแบบและหัวข้อเปลี่ยนไป ไม่ยึดติดกับหัวข้อเดิม ทำให้เมนูหลักมีความน่าสนใจ ทั้งชื่อเมนู และหน้าตาของเว็บ กระตุ้นนักเรียนให้เกิดความอยากรู้ คิดวิธีหาคำตอบ แข่งขันกันสร้างผลงาน ส่วนการประเมินผลงานมีเกณฑ์ที่ชัดเจนให้นักเรียนประเมินผลงานตนเองได้ การอำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียน มีการเชื่อมโยงหน้าเว็บให้เชื่อมต่อถึงกันได้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เว็บเควสเกิดการพัฒนาเป็นเว็บเควสรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม
.......................

Resources Set 1
Mud Cloth of Mali: http://questgarden.com/38/19/2/061219141443/
Celebrating Cinco de Mayo

http://faculty.tamu-commerce.edu/espinoza/projects/557-044/gunnels/wq.html
เจริญศรี กันยุบล

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์เว็บเควส


1. Taskology
Taskology มีกิจกรรมแบบ Design Tasks ให้นักเรียนร่วมกันวางแผนและออกแบบโปสเตอร์งาน Celabrating Cinco de Mayo ซึ่งเป็นงานประเพณีของชาวเม็กซิโก โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่มทำงานให้สำเร็จตามกิจกรรมที่ครูกำหนดไว้ 4 กิจกรรม ครูเตรียมเว็บไซต์ไว้ให้แต่ละกลุ่มเข้าไปศึกษากิจกรรม เพื่อสร้างชิ้นงานของนักเรียน
2. กลุ่มสาระฯ ที่เหมาะนำไปประยุกต์ใช้ที่สุด
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และสามารถนำไปบูรณาการกับกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ศิลปะ ในเรื่อง การออกแบบงานศิลปะ และการใช้ดนตรีประกอบเนื้อเพลง และท่าทาง
3. สื่อที่ครูต้องทำเพิ่ม
ไม่มี
4.ชิ้นงาน หรือ ผลงานหลัก ที่ผู้เรียนผลิตหรือทำออกมา
นักเรียนต้องมีสมุดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานประเพณีของชาวเม็กซิกันอย่างน้อย 7 หน้าที่มีทั้งรูปภาพ ข้อความ หัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับงานประเพณีของชาวเม็กซิกันสิ่งที่นักเรียนต้องทำเพิ่ม คือ ศึกษาจากเว็บไซต์ในแต่ละกิจกรรมที่ครูเตรียมไว้แล้ว
แบ่งกลุ่มทำกิจกรรม กลุ่มที่1 ออกแบบรายการอาหาร สำหรับงานเลี้ยง กลุ่มที่ 2 ออกแบบเสื้อผ้า ดนตรี ออกแบบเกม/กิจกรรมที่
เกี่ยวข้องกับประเพณีของชาวเม็กซิกัน เครื่องดนตรีในขบวนพาเหรด กลุ่มที่3กลุ่มที่ 4 ออกแบบรูปแบบการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนแขกที่มาเที่ยว
5.เมนูหลักที่ใช้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง
เมนูหลักวางไว้ด้านบน มีส่วนประกอบ Introduction Task Process Evaluation Conclusion Credits Teacher Page ส่วนที่เพิ่มขึ้นมา คือ Credits และ Referenceที่มาของแหล่งข้อมูล

………………………………
Set 1 : Mud Cloth of Mali, Africa

1. Taskology
Taskology มีกิจกรรมแบบ Design Tasks ให้นักเรียนทำโครงงานจากการศึกษาประเพณีของชนเผ่า Mali และการออกแบบ Bogolanfini หรือ เรียกว่า mud cloth เป็นของตนเอง โดย ครูเตรียมบทเรียนเว็บเควสให้นักเรียนเข้าไปศึกษาและทำงานตาม ขั้นตอน/กิจกรรม จากเว็บไซต์ในบทเรียน เพื่อสร้างชิ้นงานของนักเรียน
2. กลุ่มสาระฯ ที่เหมาะนำไปประยุกต์ใช้ที่สุด
การประยุกต์เหมาะกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ บูรณาการกับสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าพื้นเมือง สาระภาษาไทย เกี่ยวกับการเขียนบทความ
3. สื่อที่ครูต้องทำเพิ่ม
นอกจากเว็บเควสเรื่อง Mud Cloth of Mali, Africa แล้ว ครูต้องเตรียม ตัวอย่าง Bogolanfini ของจริงไว้ด้วย และ เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำ Mud Cloth
4. ชิ้นงาน หรือ ผลงานหลัก ที่ผู้เรียนผลิตหรือทำออกมา
ชิ้นงานหลักของนักเรียนคือ 1. บทความ 5 ย่อหน้าเขียนจากสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับชนเผ่าดั้งเดิมของ Mali และการทำ mud cloth ของชนเผ่า Bamana 2. สร้างชิ้นงาน mud cloth ของตนเองให้เหมือนกับรูปแบบของชนเผ่า Bamana 3. รายงานโครงงานเกี่ยวกับชนเผ่าดั้งเดิมของ Mali และการทำ mud cloth Bamana 4.ตัวอย่าง mud cloth ในรูปแบบของ DVD ประกอบเสียงดนตรีพื้นเมืองของ
5. เมนูหลักที่ใช้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง
เมนูหลักที่ใช้วางไว้ด้านซ้ายมือของเพจ มี 2 ส่วนระหว่าง ส่วนของนักเรียน และส่วนของครูสามารถเชื่อมโยงกลับไปหน้าเว็บในส่วนของนักเรียนได้ส่วนของนักเรียนต่างจากของครู คือ มีเมนูหลัก Introduction, Task, Process, Evaluation, Conclusion, Credits และTeacher Page ในส่วน Teacher Page นี้จะเชื่อมโยงกับเมนูหลักต่างๆ คือ Introduction, Learners, Standards, Process, Resources, และ Student Page ที่เป็นส่วนที่ครูต้องวางแผนในการสอนจะบอกว่าครูวางแผนอย่างไร การกำหนดเวลาเท่าไรเพื่อให้นักเรียนทำชิ้นงานแต่ละขั้นตอนเสร็จ ควรศึกษาเว็บไซต์ อะไรบ้าง นักเรียนควรทำอย่างไร

…………………………………………..
Resources
http://faculty.tamu-commerce.edu/espinoza/projects/557-044/gunnels/wq.html
http://questgarden.com/38/19/2/061219141443/process.htm

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

สรุป WK3Group1


การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
ความหมาย
การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถึง การประเมินผู้เรียนด้านการแสดงออก กระบวนการเรียนรู้ และการแสดงความคิดเห็น โดยผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยตนเอง โดยใช้ทั้งองค์ความรู้และทักษะเข้าด้วยกัน ครูผู้สอนจะประเมินโดยการสังเกต บันทึก และรวบรวมข้อมูลจากผลงานหรือการปฏิบัติงานที่ผู้เรียนทำ เพื่อตัดสินความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน
คำนิยามลักษณะของการประเมินแบบทั่วไปกับการประเมินตามสภาพจริง คือ การแยกตามการให้คำจำกัดความที่แตกต่างกันของการประเมินตามสภาพจริงกับการประเมินแบบทั่วไปกับ การประเมินตามสภาพจริง มีหลายรูปแบบ เช่น Performance Assessment หรือ Performance-based Alternative Assessment , Direct Assessment รูปแบบต่างๆ เหล่านี้เป็นการประเมินตามสภาพจริง คือ ให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงความรู้ความสามารถให้เห็นด้วยการปฏิบัติ

ความเหมือนระหว่างการประเมินตามสภาพจริงกับการประเมินแบบทั่วไป
ความเหมือนระหว่างการประเมินตามสภาพจริงกับการประเมินแบบทั่วไป คือ เพื่อให้ผู้เรียนมีศักยภาพ มีทั้งความรู้และทักษะฝีมือตามเป้าหมายของโรงเรียน คือ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และเพื่อวัดความสำเร็จโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน

ความแตกต่างระหว่างการประเมินตามสภาพจริงกับการประเมินแบบทั่วไป
ความแตกต่างระหว่างการประเมินตามสภาพจริงกับการประเมินแบบทั่วไป คือ การประเมินโดยทั่วไป มักจะใช้แบบทดสอบความสามารถผู้เรียน เช่น แบบหลายตัวเลือก เติมคำลงในช่องว่าง ถูกผิด จับคู่ และแบบทดสอบอื่นๆ การประเมินตามสภาพจริงและการประเมินแบบทั่วๆ ไป เป้าหมายของการประเมินคือ ต้องการให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง การประเมินแบบทั่วๆ ไปนั้น หลักสูตรเป็นตัวกำหนดการวัดผลการเรียน เนื้อหาสาระจะถูกนำมาพิจารณาก่อน จากนั้นจึงไปสู่หลักสูตรการศึกษา ต่อมารูปแบบการประเมินจะถูกสร้างขึ้นมาแล้วนำไปใช้ เพื่อประเมินผลการใช้หลักสูตรนี้

การผสมผสานระหว่างการประเมินตามสภาพจริงกับการประเมินแบบทั่วไป
การประเมินตามสภาพจริงผสมกับการประเมินแบบทั่วไป ครูผู้สอนไม่จำเป็นต้องเลือกประเมินผู้เรียนแค่อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการประเมินตามสภาพจริงและการประเมินแบบทั่วไป ครูผู้สอนสามารถเลือกประเมินผู้เรียนรวมกันได้ตามความเหมาะสมของแต่ละกิจกรรม แต่การประเมินตามสภาพจริงจะคล้ายกับชีวิตจริงมากกว่า เพราะให้ผู้เรียนแสดงความรู้ความสามารถโดยการลงมือปฏิบัติเอง
ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง
การประเมินตามสภาพจริงเป็นการประเมินที่เน้นการปฏิบัติ การสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน และคุณภาพของผลงานที่ผู้เรียนสร้างขึ้นโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของสถานการณ์จริง

การประเมินตามสภาพจริงมี 5 ประเภท คือ
1. Performance Assessment (การประเมินจากการปฏิบัติ)
การประเมินจากการปฏิบัติเป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียนในการใช้ความรู้ความคิด โดยให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
2. Short Investigations (การสืบสวนสั้นๆ)
การสืบสวนสั้นๆ เป็นการประเมินผู้เรียนด้านแนวคิดพื้นฐานและทักษะที่เริ่มต้นจากแรงจูงใจ
3. Open-Response Questions (คำถามปลายเปิด)
คำถามปลายเปิดเป็นการประเมินผู้เรียนด้านการสืบสวนสั้นๆ นำเสนอผู้เรียนด้วยแรงจูงใจและให้ผู้เรียนตอบคำถามที่เป็นลักษณะการเขียนสั้นๆหรือการตอบปากเปล่า
4. Portfolios (แฟ้มสะสมงาน)
แฟ้มสะสมงานเป็นการประเมินโดยให้ผู้เรียนนำผลงานที่ดีมาเสนอ และสะสมไว้ในแฟ้มสะสมงาน สอนให้ผู้เรียนประเมินตนเองและแก้ไขเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของ
5. Self-assessment (การประเมินตนเอง)
การประเมินตนเองเป็นการประเมินผู้เรียนด้านการมีส่วนร่วม กระบวนการ และผลงานของผู้เรียน คำถามที่ประเมินเป็นเครื่องมือขั้นพื้นฐานของการประเมินตนเอง

บทสรุปของการประเมินตามสภาพจริง
การประเมินตามสภาพจริงประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นการประเมินที่หลากหลายมีรูปแบบใช้ได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดรูปแบบที่แน่นอน เป็นการประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นกระบวนการ และการปฏิบัติที่ให้ผู้เรียนใช้ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้และการบูรณาการความรู้ทุกด้านเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของครูผู้สอนต้องการประเมินผู้เรียนอย่างไร โดยมีการออกแบบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ต้องการว่า เพื่ออะไร กับใคร อย่างไร ดังนั้นการประเมินที่หลากหลายมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันที่การออกแบบเพื่อนำไปใช้กับใคร ระดับความรู้ความสามารถ วิชาอะไร เพื่อจุดประสงค์อะไร และสิ่งสำคัญที่ทำให้การประเมินมีความชัดเจน มีมาตรฐานอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน คือ การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) หรือสร้างเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อประเมินผลจากผลงานของผู้เรียน

Resources

http://teachingtoday.glencoe.com/howtoarticles/alternative-assessment-primer />
http://www.ncrel.org/sdrs/areas/issues/methods/assment/as7purp.htm />
http://www.ncrel.org/sdrs/areas/issues/envrnmnt/stw/sw1lk8.htm
http://www.teachervision.fen.com/teaching-methods-and-management/educational-testing/4911.html />
http://jonathan.mueller.faculty.noctrl.edu/toolbox/whatisit.htm />

ศศิธร – นิตยา – เจริญศรี

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

Alternative Assessment Primer
การประเมินทางเลือกที่หลากหลายคืออะไร
การประเมินที่หลากหลายเป็นคำจำกัดความที่พูดถึงวิธีการประเมินที่แสดงให้เห็นถึงทักษะความรู้ การคิด วิเคราะห์ และความสามารถทางทักษะจากการทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ มากกว่าการประเมินจากการถามตอบ ทั่วๆไป ซึ่งไม่สามารถประเมินได้จากข้อสอบปรนัย หรือเลือกตอบถูก-ผิด แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้พื้นฐาน ยังเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน
การประเมินที่หลากหลายคล้ายกับอะไร
การประเมินที่หลากหลายมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของวิชา ทักษะ และความรู้ โดยทั่วไปแล้วการประเมินนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้จากการสร้างผลงาน หรือการตอบปากเปล่า หรือการทำงาน รูปแบบของการประเมินที่หลากหลาย คล้ายกับการประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติ การประเมินตามสภาพจริง และการประเมินจากแฟ้มผลงาน
1. การประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติ (Performance Assessment) เป็นหมายถึงการประเมินพฤติกรรมที่ได้จากการสังเกตภายใต้สถานการณ์ต่างๆ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยมีการประเมินแบบปรนัย เพราะนักเรียนใช้เวลาเรียนอยู่ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ การประเมินจะเป็นการเขียนผลการทดลอง หรือการทำรายงาน
2. การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)เป็นการประเมินจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริง สภาพจริงทีขึ้น หลังจากที่นักเรียนผ่านการเรียนรู้
3. การประเมินจากแฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment) เป็นการประเมินจากผลงานนักเรียนที่เสร็จสมบูรณ์ ครูใช้ผลงานนักเรียนเพื่อทบทวนและเลือกผลงานที่ดีที่สุด ที่แสดงให้เห็นถึงการบรรลุตามจุดประสงค์ แฟ้มสะสมผลงานเป็นได้ทั้งแบบทดสอบ บทเรียนคอมพิวเตอร์ การจับคู่ แต่สุดท้ายนักเรียนต้องได้ผลงานหรือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านักเรียนผ่านการประเมิน
เราไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างการประเมินกับการเรียนการสอน แต่การประเมินที่หลากหลาย ( Alternative Assessment )มีลักษณะเด่นแตกต่างจากการประเมินทั่วไป เพราะ มีจุดประสงค์บ่งบอกให้รู้ถึงวิธีการประเมินที่ต่างจากการเรียนรู้ ส่วนสำคัญนี้จะบอกไว้ในจุดประสงค์การประเมิน เป็นการประเมินที่มีการเปิดเผยแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานในการประเมินผล ที่เรียกว่า รูบริค (Rubric) ซึ่งประกอบด้วยระดับของรายละเอียดของมาตรฐานที่บ่งบอกถึงความสามารถที่ใช้ในการประเมิน และเปรียบเทียบความแตกต่างให้เห็นอย่างความชัดเจน
ทำไมต้องใช้ Alternative Assessment การประเมินแบบนี้เกิดขึ้นจาก การประเมินแบบใช้ข้อสอบในอดีต ซึ่งพบว่าจะใช้ได้กับการออกแบบการเรียนรู้แบบความรู้ความจำ แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น การประเมินแบบเก่าๆ จึงไม่เหมาะกับความซับซ้อน ดังนั้นการสอนให้นักเรียนมีทักษะ ความคิด จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าความจำ

Match Assessments to the Purposes for Assessment
Sound assessment การประเมินแบบนี้แสดงให้เห็นชัดในการประเมิน (จากมาตรฐานผู้เรียนหรือจุดประสงค์การประเมิน) การตั้งจุดประสงค์ให้สอดคล้องกับการประเมินจะมีผลต่อการออกแบบการประเมิน เพราะการประเมินแต่ละวิชาออกแบบการประเมินไม่เหมือนกัน การออกแบบเพื่อประเมินวิชาคณิตศาสตร์ จะใช้กับข้อสอบแบบปรนัย หรือคำถามสั้นๆ เพราะ ข้อสอบแบบปรนัย หรือคำถามสั้นๆ ถูกออกแบบเพื่อวัดความรู้เฉพาะด้านของนักเรียน ส่วนทักษะทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่เหมาะกับการใช้ข้อสอบแบบปรนัย หรือคำถามสั้นๆ ในบางครั้ง แบบประเมินบางส่วนถูกใช้ไปในการสอบถามของนักเรียนเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ดังนั้นการออกแบบการประเมินให้เข้ากันได้กับจุดประสงค์จะขึ้นอยู่วิชา และระดับของผู้เรียน
Herman, Aschbacher, and Winter อธิบายไว้ว่า มี 2 จุดประสงค์ที่ใช้การประเมิน ถึงความแตกต่างแต่ละจุดประสงค์ อย่างแรก เพื่อควบคุมให้ผู้เรียนเกิดทักษะ หรือความรู้การประเมินควรจะให้ความสำคัญที่ผลงานของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งได้จากการประเมินโดยตรง หรือ จากผลงานของนักเรียน และสุดท้าย ควรคำนึงถึงระดับความสามารถของผู้เรียน และการวางแผนการใช้เครื่องมือการประเมิน เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เราต้องการประเมิน ว่าเป็นกระบวนการ หรือผลผลผลิต
สรุปได้ว่า การประเมินที่หลากหลายมีรูปแบบใช้ได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดรูปแบบที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สอนต้องการประเมินผู้เรียนอย่างไร โดยมีการออกแบบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ต้องการว่า เพื่ออะไร กับใคร อย่างไร ดังนั้นการประเมินที่หลากหลายมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันที่การออกแบบเพื่อนำไปใช้กับใคร ระดับความรู้ความสามารถ วิชาอะไร เพื่อจุดประสงค์อะไร และสิ่งสำคัญที่ทำให้การประเมินมีความชัดเจน มีมาตรฐานอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน คือ การกำหนดเกณฑ์การประเมิน (rubric)

resource
http://teachingtoday.glencoe.com/howtoarticles/alternative-assessment-primer
http://www.ncrel.org/sdrs/areas/issues/methods/assment/as7purp.htm

เจริญศรี กันยุบล

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

สรุปความรู้จาก Group Work 2

WebQuest นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมัย
ความหมาย
นักการศึกษาหลายคน ให้ความหมาย WebQuest ไว้หลายความหมาย พอสรุปได้ว่า
WebQuest หมายถึง กิจกรรมการเรียนแบบสืบสวนสอบสวน เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนในการใช้เว็บไซต์ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ นักเรียนมีการติดต่อสื่อสารทำให้มีโอกาสทำความเข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ เน้นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ข้อมูลผ่านแหล่งข้อมูลที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ หรือที่สร้างขึ้นจากสื่อต่างๆ รวมทั้งจากเว็บไซต์ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงการเรียนรู้ของนักเรียน
องค์ประกอบของเว็บเควสท์ พบว่ารูปแบบที่เหมือนกันมี 5 ส่วน คือ
1. บทนำ (Introduction)
- เป็นส่วนที่กำหนดขั้นตอน ข้อมูล ประเภทของงาน และความรู้พื้นฐานของนักเรียน เป็นส่วนที่สร้างความสนใจกระตุ้นให้นักเรียนในสิ่งที่จะเรียน
2.ขั้นภารกิจ (Task)
- เป็นส่วนที่สำคัญ จะบอกรายละเอียดในการทำงานตามกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้งานตามหัวข้อที่กำหนด ผลสำเร็จของเว็บเควสท์มีส่วนมาจากการเลือกหัวข้อที่ดี
3. กระบวนการ (Process)
- ควรคำนึงถึงกระบวนการที่จะทำ WebQuests ให้เสร็จสมบูรณ์ ใช้คำถามที่กระตุ้น ให้นักเรียนเกิดความสนใจ สั้น เข้าใจง่าย ชัดเจนและมีแหล่งข้อมูล ได้จากสื่อที่มีอยู่จากแหล่งเรียนรู้ทั่วไป หรือ อินเตอร์เนต ควรเลือกแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จะทำให้การสร้างเว็บเควสท์น่าสนใจมากยิ่งขึ้น แหล่งข้อมูลอาจแยกเป็นอีกหัวข้อออกจากกระบวนการก็ได้
4. การประเมินผล (Evaluation)
- เป็นส่วนที่กำหนดคุณภาพของนักเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด เน้นการประเมินที่หลากหลาย เป็นการประเมินตามสภาพจริง ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ควรพิจารณาว่านักเรียนจะมีการวัดผลอย่างไร จะเป็นแบบ Contract, checklist หรือ rubric ฯลฯ
5. บทสรุป (Conclusion)
- เป็นการสรุปว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไร มีการย้ำผู้เรียนให้ผู้เรียนได้เพิ่มเติมประสบการณ์ นักเรียนบอกประสบการณ์ ความรู้ ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน และขยายความรู้ของนักเรียนเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นได้
ส่วนที่พบว่าต่างกัน คือ ส่วนที่เพิ่มเติมในบางเว็บเควสท์ คือในส่วนของครูที่เพิ่มไว้ในส่วนสุดท้ายของเว็บเควสท์ การเพิ่มข้อมูลการจัดการชั้นเรียน ที่ครูต้องการให้มีในชั้นเรียน
การประยุกต์ใช้ทางการศึกษา
การใช้เว็บเควสท์สำหรับการจัดการเรียนการสอน ครูสามารถค้นหาจากเว็บมาใช้ได้ โดยเลือกเว็บเควสท์ทีเห็นว่าเหมาะสมนำมาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับงานสอนของครู
1.เลือกเว็บเควสท์ที่ดี สามารถนำมาปรับเปลี่ยนสร้างข้อมูลเป็นของตนเอง ทำให้น่าสนใจ
เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
2.เว็บเควสที่ค้นมาได้จะมีความแตกต่างกัน ครูต้องดึงจุดเด่นแต่ละเว็บเควสท์นำมาผสมผสานให้เข้ากันเพื่อนำมาใช้ เช่น การใช้ฉาก ข้อมูล รูบริค ของแต่ละเว็บเควสท์ เพื่อสร้างบทเรียนนั้นให้น่าสนใจ
3.ปรับเว็บเควสท์ให้เหมาะกับระดับอายุของผู้เรียนและตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้
4.ใช้ออกแบบเกี่ยวกับสถานที่ สามารถออกแบบเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับสิ่งที่เราต้องการได้ เช่นเว็บเควสท์เดิมกล่าวถึงชายหาดหรือภูเขา เราอาจจะออกแบบกล่าวถึงท้องถิ่นในวิชาภูมิศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงมากที่สุด
5.ครูอาจจะนำมาขยายขอบเขตการออกแบบให้เหมาะกับการเรียนการสอนในแต่ละสาระการเรียนรู้ ที่เป็นรูปแบบของตนเองได้
Taskonomy
Taskonomy เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของ WebQuests เป็นงานหรือภารกิจ เป้าหมายที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ให้ได้ตามผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นภารกิจที่ผู้เรียนจะต้องดำเนินการตามกิจกรรมขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ได้คำตอบ ข้อมูลและ ความรู้ แบ่งได้เป็น 12 งาน คือ
1. Retelling Tasks
เป็นงานที่ผู้เรียนไปศึกษาจากแหล่งค้นคว้า ข้อมูล หรือเว็บไซต์ต่างๆ ย่อมสามารถสรุป จับใจความสำคัญจากเนื้อหาสาระได้บ้าง ผู้เรียนสามารถนำเสนอข้อสรุปต่างๆ ผ่าน PowerPoint HyperStudio presentations โปสเตอร์ รายงานหรือข้อสรุปสั้นๆ กิจกรรมแบบนี้ไม่มีถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
2. Compilation Tasks
เป็นงานง่ายๆ ที่ผู้เรียนสามารถนำข้อมูล ความรู้ต่างๆ มาเรียบเรียงและจัดการใหม่ งานนี้เป็นงานที่นำความรู้ที่ได้ไปใช้จริง เป็นประสบการณ์เฉพาะของผู้เรียนเอง แล้วจึงเผยแพร่ความรู้ที่ได้ออกไป
3. Mystery Tasks
เป็นงานที่หลายๆ คนชอบ มีลักษณะคล้ายกับนักสืบที่สืบประเด็นเรื่องราวหรือไขความลับต่างๆ การออกแบบงานนี้เป็นการสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ ปัญหาที่ต้องการจะรู้ไม่ควรง่ายจนเกินไป งานแบบนี้เหมาะกับผู้เรียนในระดับประถมศึกษาและผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่
4. Journalistic Tasks
เป็นงานที่ค้นหาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นข้อเท็จจริง งานนี้ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำมาก วิธีการเขียนหรือนำเสนอรายงานออกมา เพื่อเผยแพร่ข้อมูลอย่างกว้างขวาง
5. Design Tasks
เป็นงานที่วางแผนหรือออกแบบ เพื่อให้เกิดผลงานอย่างใดอย่างหนึ่ง
6. Creative Product Tasks
เป็นงานที่มีความชัดเจนในตัว ผู้เรียนเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ โดยใช้ความรู้จากแหล่งต่างๆ เป็นพื้นฐาน
7. Consensus Building Tasks
เป็นงานที่โต้เถียง แต่เป็นการโต้เถียงเพื่อประโยชน์เป็นเป้าหมายสูงสุด มีหลักการคือ ความแตกต่างจะช่วยฝึกแก้ปัญหาได้ ผู้ที่สร้างงานนี้จึงพยายามนำความคิดต่างกันให้มาลงรอยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนให้เกิดการฝึกฝนไปด้วย
8. Persuasion Tasks
เป็นงานที่มีแนวคิดว่า ความคิดย่อมมีการมองต่างมุม เพราะอาจจะมีเหตุผลที่ต่างกันออกไปแต่มันก็มีประโยชน์สำหรับการพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ โดยมีการเสนอในหลายรูปแบบ เช่นการเขียนจดหมาย วิดีโอ โปสเตอร์ เพื่อออกแบบการ โต้กันทางความคิดเพื่อพัฒนาความคิดต่อไป
9. Self- Knowledge Tasks
เป็นงานที่ปัจจุบันมีน้อย ซึ่งมีหลักการว่า ควรให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อจะได้นำไปพัฒนาตนเองต่อไป เป้าหมายขั้นสุดยอดของเว็บเควสไม่ใช่การทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งพาการเรียนแบบเว็บเควสตลอดไป แต่เป็นการแก้ไขทีละส่วน ทีละเรื่อง และสุดท้ายสามารถเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานการเรียนรู้ขั้นสูงได้ด้วยตนเอง
10. Analytical Tasks
เป็นงานที่มีลักษณะการเรียนรู้ที่มีการเรียนถึงความสำคัญของสิ่งต่างๆที่สัมพันธ์ต่อกัน ภายในหัวข้อเดียวกัน โดยการวิเคราะห์เหตุผล เพื่อพัฒนาความรู้ ค้นหาความเหมือนความต่าง ความเกี่ยวโยงกันและหาความหมายกันและกัน และมีการตั้งคำถามเพื่อสร้างภารกิจให้ผู้เรียนมีโอกาสค้นหาและนำความรู้มาประยุกต์กับเหตุการณ์ปัจจุบัน จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างมีตรรกะระหว่างหลักการต่างๆ อันเป็นการเพิ่มโอกาสการส่งถ่ายการเรียนรู้จากบริบทหนึ่งไปสู่อีกบริบทหนึ่ง ในขณะเดียวกันจะช่วยเอื้อให้เกิดการวางรากฐานความรู้ที่ดีขึ้น
11. Judgment Tasks
เป็นงานที่มีเกี่ยวกับการประเมิน ซึ่งการประเมินสิ่งใดจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ งานประเภทนี้จะเสนอข้อมูลโดยลำดับหัวข้อ เพื่อเรียนรู้ ซักถาม เพื่อจัดลำดับ หรือแจ้งผลของการตัดสินใจ
12. Scientific Tasks
เป็นงานที่ผู้เรียนต้องฝึกการรายงานผลในรูปแบบมาตรฐานตามการรายงานทางวิทยาศาสตร์ จะทำให้ทราบถึงกระบวนการทำงานทางวิทยาศาสตร์ และมีการช่วยตั้งสมมติฐานเพื่อเสริมความเข้าใจ พร้อมกับฝึกให้ผู้เรียนสามารถตั้งข้อสมมติฐานโดยใช้ความรู้ความเข้าใจในการที่จะเลือกข้อมูลทุกรูปแบบ
การออกแบบและจัดทำ WebQuests
การออกแบบ WebQuests
1. เลือกเรื่อง หรือหัวข้อที่ใช้สอนวิชาอะไร ต้องการให้เกิดอะไรกับนักเรียน นักเรียนเรียนแล้วได้อะไร ครูผู้สอนต้องเลือกหัวข้อให้เหมาะสมกับผลการเรียนรู้ที่ตั้งไว้ในโครงสร้างรายวิชาในหน่วยนั้นๆที่สำคัญครูผู้สอนต้องให้นักเรียนมีการเรียนรู้แบบ Inquiry-Based
2. ออกแบบ WebQuests ให้เหมาะสมกับ Task ครูเป็นผู้เลือก Task ตามรูปแบบการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เน้น WebQuests ที่จะใช้ในการสอนต้องให้นักเรียนเกิดทักษะและความคิดรวบยอด ตามผลการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยที่ตั้งไว้
3. เลือกรูปแบบWebQuests ที่ใช้สอน ให้ตรงกับมาตรฐานการเรียนรู้และหัวข้อที่จะสอน การเลือก WebQuests นั้นเลือกจาก WebQuests ที่มีและสร้างขึ้นสำหรับการเรียนรู้แต่ละเรื่อง เป็นWebQuests Template สำเร็จรูปมากมาย โดยเลือกให้เหมาะกับวิชาและเนื้อหาที่ใช้สอน หรือ WebQuests ที่ครูสร้างขึ้นเองสำหรับเนื้อหานั้นโดยเฉพาะ ซึ่งมีรูปแบบให้เลือกตามงานหรือกิจกรรมที่จัดให้นักเรียน มีอยู่อย่างหลากหลาย เช่น การเล่าเรื่อง การเปรียบเทียบ การสืบค้น การสำรวจหาข้อมูล ฯลฯ
4.สร้างเครื่องมือวัดผลใน WebQuests ดูว่าต้องช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพในมาตรฐาน และการวัดผลว่าผู้เรียนสามารถแสดงศักยภาพในระดับที่ต้องการ
5.พัฒนากระบวนใน WebQuest นักเรียนได้รับคำสั่ง หรือคำชี้แจงที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อเป็นแนวทางในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ช่วยในการทำกิจกรรมนี้คือ การสร้างแหล่งเรียนรู้ การจัดทำข้อแนะนำสำหรับผู้เรีย
6.การรวบรวมส่วนประกอบต่างๆเข้าด้วยกัน เช่น เพิ่ม Introduction และ conclusion ส่วนเพิ่มเติมของครู ใส่ graphics ต่างๆที่จะดึงดูดผู้เรียน เนื้อหาต่างๆที่เขียนขึ้นใน WebQuests คำศัพท์ที่ใช้ควรเหมาะสมสำหรับกลุ่มของผู้เรียน ระดับอายุของผู้เรียน
7. การประเมินผล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการเรียนการสอน เพื่อประเมินว่าผู้เรียนได้อะไรหลังผ่านกระบวนการเรียนรู้ อยู่ในระดับใด นักเรียนมีส่วนร่วมใน กระบวนการเรียนรู้ โดยพิจารณาตามวัตถุประสงค์ และ Rubrics ซึ่งเป็นเครื่องมือการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การประเมิน มีวิธีที่ให้คะแนนงานของนักเรียน Rubrics เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการประเมินเกณฑ์ที่ซับซ้อนและที่เป็นอัตนัย สามารถแสดงเหตุผลอันเหมาะสมในการประเมินหรือให้คะแนน เป็น การประเมินผล ที่ตรงมากที่สุด นักเรียนเองมีส่วนร่วมในการประเมิน
Rubrics สร้างได้หลายรูปแบบตามระดับของความซับซ้อน มีลักษณะ คือ มุ่งเน้นการวัดที่ระบุ วัตถุประสงค์ (ประสิทธิภาพพฤติกรรมหรือคุณภาพ) มีช่วงให้คะแนนประสิทธิภาพ และ มีมาตรฐาน
ลักษณะของWebQuests ที่ดี คือ 1) เชื่อมโยงทุกคนและทันสมัย 2) ดึงดูดใจ และมีข้อผิดพลาดน้อย 3) งานเป็นที่น่าสนใจและเพิ่มทักษะการคิดขั้นสูง 4) แนวทางการเรียนรู้ตรงกับมาตรฐาน 5) อ่านง่ายตรงกับระดับของนักเรียน

แหล่งข้อมูล
กลุ่มที่ 1 ความหมาย องค์ประกอบ การประยุกต์ใช้: อุบลลักษณ์ – เจริญศรี – สมมาตร (post 4 April 2009)
กลุ่มที่ 2 Taskonomy: รดามณี- ศศิธร (post 4 April 2009)
กลุ่มที่ 3 การออกแบบและจัดทำ WebQuests : วรางคณา – วันเพ็ญ – นิตยา (post 3 April 2009)

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

สรุปความรู้จากงาน Group Work 1

สรุปความรู้จากงาน Group Work 1
Web-Based Instruction : WebQuest
การเรียนการสอนผ่านเว็บ Web Based Instruction (WBI) เป็นการเรียนการสอนผ่านเว็บ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้เรียนและครูผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กัน และเกิดการเรียนรู้จากการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล อภิปราย สรุปแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ได้ชิ้นงานของผู้เรียน การเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction เป็นระบบการเรียนการสอนแบบ Hypermedia-based ที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน หลักสูตรการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction มีพื้นฐานในการสอนให้แก้ปัญหาตามสภาพจริง (Solving Real World Problems) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของการศึกษาทางไกล ส่วนWebQuests เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีและความคิดทางการศึกษา (Educational Concept) เข้าด้วยกัน มีความสามารถในการรวบรวมแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แหล่งข้อมูลออนไลน์ต่างๆ กับการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ students-centered และ การเรียนการสอนผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิด Inquiry-Based Learning อย่างมีประสิทธิภาพ Web based Instruction & WebQuest เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่จำเป็นต้องมี Modelในการออกแบบวิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันซึ่งมีข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่มากมาย มีการใช้ Word Wide Web และ Technology กับmodel ที่เตรียมไว้เพื่อสร้างเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดแก่ผู้เรียน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่สำคัญยิ่งในการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากทั่วโลกเข้าด้วยกันและพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ
ข้อดีของ การเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction เป็นการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทุกสถานที่ สามารถใช้สื่อได้หลากหลาย ผู้เรียนสื่อสารปฏิสัมพันธ์กันซึ่งกันผ่านทางเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ต มีส่วนร่วมในการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้สอนเห็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เพราะผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ทุกเวลาและสถานที่ เหมาะกับผู้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย และระดับสูงขึ้นไป หลักสูตรแบบออนไลน์นั้นยึดหยุ่นได้มากกว่า และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบการเรียน (Learning Style) ของผู้เรียน
ข้อเสียของการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction เช่น การเรียนการสอนระบบการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction นั้นไม่เหมาะสำหรับผู้เรียนทุกคน มีนักศึกษาและครูผู้สอนหลายคนชอบการเรียนการสอนในบรรยากาศห้องเรียนมากกว่า ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้ ผู้เรียนต้องรู้จักแบ่งและบริหารเวลาของตนเอง และต้องเป็นคนกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ต้องรู้จัก update ข้อมูลต่างๆและเทคโนโลยีที่ทันสมัยตลอดเวลา ต้องเป็นผู้ที่มีวิจารณญาณและมีทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสม ต้องรู้จักการทำงานด้วยตนเองตามลำพัง เป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆอย่างสร้างสรรค์ ยังมีปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ เช่น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่จำเป็นต้องสะดวกและรวดเร็ว เพราะเมื่อใดที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตล่ม การเรียนการสอนและการสื่อสารของผู้เรียนผู้สอนจะอาจจะมีอุปสรรค สิ่งสำคัญในการเรียนผ่านเว็บ จะประสบความสำเร็จได้นั้น 1. ควรศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษานั้น และทั้งคณาจารย์ หลักสูตร ห้องสมุด ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่รองรับ 2.ควรคำนึงถึงความพร้อมของตนเองด้าน Technical Skill และอุปกรณ์ในการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย 3. ผู้เรียนต้องมีทักษะในการบริหารเวลาในการเรียน และการส่งงาน ให้มีประสิทธิภาพ

Online Learning : การเรียนแบบออนไลน์
การเรียนแบบ Online ได้รับการยกย่องว่า เป็น "การเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา" เพราะเป็นการเรียนที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และเปิดโอกาสให้กับการเรียนรู้มากกว่าการเรียนแบบทั่วไป การเรียนแบบ Online มุ่งผลที่ได้จากกระบวนการเรียนมากกว่าดูที่กระบวนการเรียนการสอน ข้อเสียที่พบในการเรียนแบบปกติคือ เป็นการเรียนแบบบรรยาย ติว ส่งการบ้าน หรือค้นคว้าในห้องสมุดการเรียน จะจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน ครูขาดความเอาใจใส่ในห้องเรียน ความเบื่อหน่าย ความรู้ที่ล้าสมัยและความต้องการของผู้เรียนที่หลากหลายแตกต่างกัน
การเรียนแบบ Online จึงเป็นการวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเรียนแบบปกติ เช่น Active Learning
(การเรียนแบบกระตุ้น) และการเรียนแบบร่วมมือ มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งความหวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนให้การศึกษาดีขึ้น การพัฒนาห้องเรียนให้เป็น ห้องเรียนอิเล็คทรอนิค เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนแบบออนไลน์ เป็นการเชื่อมโยงการวางแผนกิจกรรมกับการเรียนการสอนของผู้เรียนโดยใช้อินเตอร์เน็ต มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลจากเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ สิ่งสำคัญของการเรียนแบบ Online คือ ความไม่ยึดติดกับเวลา (Time-Independence) รูปแบบบทความงานเขียน (Text Format) สื่อคอมพิวเตอร์ บทสนทนาที่หลากหลายความคิด และรูปแบบการของมีส่วนร่วม การออกแบบการเรียนแบบ Online ให้อยู่บนโครงสร้างที่ไม่หยุดนิ่ง และหลักการที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการเรียน ค้นหาตนเองได้ การเรียนแบบนี้ต้องอาศัยการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การสืบค้นหาข้อมูล และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องเวลา การเรียน Online เปิดกว้างให้แก่ผู้เรียน ดังนั้นต้องมีวางแผนการเรียน การทำกิจกรรม งานกลุ่ม การอภิปรายร่วมกัน ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในการทำงานกับเพื่อน และต้องติดต่อสื่อสารกันโดยใช้โทรศัพท์ อีเมลล์ อภิปรายในบอร์ด หรือนัดหมายเพื่อพบกัน
สิ่งสำคัญที่ทำให้การเรียนแบบ Onlineได้ผลดีที่สุดคือ การมีวินัยในตนเองและการกระตุ้นตัวเองอยู่เสมอ ความ สามารถใช้เทคโนโลยี มีเวลาในการทำงานปกติ การบริหารจัดการได้อย่างอิสระ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของห้องเรียน เช่น chat, อภิปราย ฯลฯ
eLearning / Blended Learning
e-Learning วิธีการเรียนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในรูปของสื่อ มัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ฯลฯ e-learning เป็นการ สร้างประสิทธิภาพ ทางการเรียนให้มีมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนจากสื่อข้อความเพียงอย่างเดียว ข้อได้เปรียบของe-Learningต่างจากสื่ออื่น คือเนื้อหาการเรียนแบบ e-Learning อยู่ในรูปของข้อความอิเล็กทรอนิกส์ (e-text) การเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว มีความคงทนของข้อมูล และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ข้อดี ของ e-Learning คือ ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องใช้กระดาษ มีค่าใช้จ่ายต่ำ และมีความสะดวก และยืดหยุ่นในการกำหนดตารางเวลา เรียน ข้อเสียของ e-Learning คือ การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต Blended learningเป็น การเรียนรู้ที่ใช้นวัตกรรมหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน Blended learning ทำให้ครูผู้สอน และนักเรียน ปรับตัวเข้าหากัน การสอน แบบ e-learning และ Blended learning คือ กำหนดแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ ช่วยผู้เรียน เรียนรู้สะดวกขึ้น ครูมีส่วนช่วยนักเรียนให้มีทักษะการใช้เทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ต การพัฒนาการเรียนแบบ e-Learning เหมาะสมกับการเรียนแบบon-lineมาก เช่น ในระดับอุดมศึกษากับ การเรียนทางไกล หรือใช้ร่วมกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน ที่ครูกับนักเรียนพบกัน หรือ ใช้ Blended learning กับการเรียนรู้ที่ผสมผสานนวัตกรรมหลายรูปแบบ



กลุ่มที่1Web-Based Instruction: WebQuest : อัฐกฤชฏ์ – วรางคณา – เจริญศรี (Post : March 28, 2009)
กลุ่มที่2Online Learning : รดามณี – นิตยา – อุบลลักษณ์ (Post : March 28, 2009)
กลุ่มที่3eLearning/Blended Learning : ศศิธร – วันเพ็ญ – สมมาตร (Post : March 29, 2009)

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

Wonderful WebQuests

นักการศึกษาหลายคน ให้ความหมาย WebQuest ไว้หลายความหมาย พอสรุปได้ว่า
WebQuest หมายถึง กิจกรรมการเรียนแบบสืบสวนสอบสวน เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนในการใช้เว็บไซต์ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ นักเรียนมีการติดต่อสื่อสารทำให้มีโอกาสทำความเข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ เน้นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ข้อมูลผ่านแหล่งข้อมูลที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ หรือที่สร้างขึ้นจากสื่อต่างๆ รวมทั้งจากเว็บไซต์ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงการเรียนรู้ของนักเรียน
WebQuest จะเป็นลักษณะของกิจกรรมกลุ่ม การวิเคราะห์เนื้อหาในเชิงลึก สามารถรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ห่างไกลผ่านทาง E-mail ที่สำคัญ WebQuest สามารถช่วยสร้างให้ผู้เรียนกลายเป็นนักวิจัย มากกว่าจะเป็นผู้ท่องเว็บไซต์
องค์ประกอบของเว็บเควสท์ พบว่ารูปแบบที่เหมือนกันมี 5 ส่วน คือ
1. บทนำ (Introduction)
- เป็นส่วนที่กำหนดขั้นตอน ข้อมูล ประเภทของงาน และความรู้พื้นฐานของนักเรียน
2.ขั้นภารกิจ (Task)
- เป็นส่วนที่สำคัญ จะบอกรายละเอียดในการทำงานตามกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้งานตามหัวข้อที่กำหนด ผลสำเร็จของเว็บเควสท์มีส่วนมาจากการเลือกหัวข้อที่ดี
3. กระบวนการ (Process)
- กระบวนการ การใช้คำถามที่กระตุ้น ให้นักเรียนเกิดความสนใจ สั้น เข้าใจง่าย ชัดแจนและมีแหล่งข้อมูล ได้จากสื่อที่มีอยู่จากแหล่งเรียนรู้ทั่วไป หรือ อินเตอร์เนต ควรเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ช่วยทำให้การสร้างเว็บเควสท์น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
4. การประเมินผล (Evaluation)
- เป็นส่วนที่กำหนดคุณภาพของนักเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด เน้นการประเมินที่หลากหลาย เป็นการประเมินตามสภาพจริง ที่มีมาตรฐานเดียวกัน
5. บทสรุป (Conclusion)
- เป็นการสรุปคำถามว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไร เป็นการบอกประสบการณ์ของนักเรียน ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน และขยายความรู้ของนักเรียนเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นได้
ส่วนที่พบว่าต่างกัน คือ ส่วนที่เพิ่มเติมในบางเว็บเควสท์ คือในส่วนของครูที่เพิ่มไว้ในส่วนสุดท้ายของเว็บเควสท์ การเพิ่มข้อมูลการจัดการชั้นเรียน ที่ครูต้องการให้มีในชั้นเรียน
การประยุกต์ใช้ทางการศึกษา
การใช้เว็บเควสท์สำหรับการจัดการเรียนการสอน ครูสามารถค้นหาจากเว็บมาใช้ได้ โดยเลือกเว็บเควสท์ทีเห็นว่าเหมาะสมนำมาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับงานสอนของครู
1.เลือกเว็บเควสท์ที่ดี สามารถนำมาปรับเปลี่ยนสร้างข้อมูลเป็นของตนเอง ทำให้น่าสนใจ
เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
2.เว็บเควสที่ค้นมาได้จะมีความแตกต่างกัน ครูต้องดึงจุดเด่นแต่ละเว็บเควสท์นำมาผสมผสานให้เข้ากันเพื่อนำมาใช้ เช่น การใช้ฉาก ข้อมูล รูบริค ของแต่ละเว็บเควสท์ เพื่อสร้างบทเรียนนั้นให้น่าสนใจ
3.ปรับเว็บเควสท์ให้เหมาะกับระดับอายุของผู้เรียนและตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้
4.ใช้ออกแบบเกี่ยวกับสถานที่ สามารถออกแบบเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับสิ่งที่เราต้องการได้ เช่นเว็บเควสท์เดิมกล่าวถึงชายหาดหรือภูเขา เราอาจจะออกแบบกล่าวถึงท้องถิ่นในวิชาภูมิศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงมากที่สุด
5.ครูอาจจะนำมาขยายขอบเขตการออกแบบให้เหมาะกับการเรียนการสอนในแต่ละสาระการเรียนรู้ ที่เป็นรูปแบบของตนเองได้

แหล่งอ้างอิง
http://webquest.sdsu.edu/about_webquests.html
http://webquest.org/index.php
http://www.teachersfirst.com/summer/webquest/quest-b.shtml
http://www.internet4classrooms.com/buildingblocks.htm
http://www.internet4classrooms.com/using_quest.htm
html:file://F\Adapting WebQuest.mht
http://webquest.org/index-creat.ph<

สมมาตร ทับทิมแก้ว
เจริญศรี กันยุบล
อุบลลักษณ์ ชาวงษ์

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

Building Blocks of a WebQuest

การสร้างบล็อกสำหรับเว็บเควสท์ ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีรูปแบบที่ไม่ต่างกันนัก ประกอบด้วยบล็อกที่เป็นส่วนแนะนำนักเรียน ให้เกิดความสนใจ บล็อกที่เป็นงานที่นักเรียนต้องทำ บล็อกที่เป็น กระบวนการ แหล่งข้อมูลที่ใช้ค้นคว้าให้งานสำเร็จ บล็อกที่เป็น การประเมินผล บล็อกที่เป็นบทสรุป และบล็อกที่เป็นส่วนของครู การสร้างบล็อกแยกออกเป็นส่วน มีส่วนให้การสร้างเว็บเควสท์ประสบผลสำเร็จ
บล็อกแรก คือ บทนำ เป็นส่วนที่แนะนำนักเรียนให้รู้จัก และเกิดความสนใจ เว็บเควสท์ที่จะเรียน ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์ที่นักเรียนมี และจุดมุ่งหมายในอนาคต ซึ่ง Tom March พูดถึงบทนำที่ทำให้เว็บเควสท์ประสบผลสำเร็จไว้ใน Tuskegee Tragedy บทนำควรดึงดูดความสนใจ มีความเพลิดเพลิน
บล็อกที่สอง เป็นการอธิบายว่างานที่นักเรียนต้องทำที่แสดงไว้ในส่วนสุดท้ายของแบบฝึกหัดนั้น อาจได้งานเป็นไฮเปอร์สเตอริโอ การนำเสนอผลงานแบบ power point ซึ่ง Joe Burkhardt พูดถึงบล็อดที่เป็นส่วนของงานไว้ ใน Sticks and Stones ว่าลักษณะของงานมีหลายแบบ มีทั้งแบบเชิญชวน แบบมีข้อตกลงร่วมกัน แบบผู้สื่อข่าว เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท
บล็อกที่สาม กระบวนการเป็นกลยุทธ์ที่ครูต้องหาวิธีการว่าทำอย่างไรจะให้งานสำเร็จ ควบคุมให้นักเรียนทำตามหน้าที่ บทบาท และคิดเชื่อมโยงไปในงานที่ทำในเว็บเควสท์ เพื่อให้นักเรียนระดมความคิดทำงานจนประสบผลสำเร็จ บล็อกนี้ต้องมีคำอธิบายที่สั้น ชัดเจน เข้าใจง่าย ซึ่ง Cheryl Rondestvedt’s เขียนไว้ใน Ocean Pollution/Solution แสดงให้เห็นถึง กระบวนการที่ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมมากมาย แต่มีขั้นตอน รายละเอียด ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย แหล่งข้อมูลแต่ก่อนนั้น แยกเป็นส่วนขึ้นไว้บนหน้าเว็บ เป็นส่วนที่ทำให้งานประสบความสำเร็จ ต้องคัดเลือกให้เหมาะสมกับหัวข้อและความสนใจ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมไว้มีไม่จำกัด เช่น จาก การประชุมผ่านวิดีโอ การประชุม หนังสือคู่มือ เทปบันทึกเสียง แผ่นดิสก์ การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
บล็อกที่สี่ การประเมินผล เป็นรูปแบบใหม่ที่เพิ่มในเว็บเควสท์ การประเมินค่า ไม่สามารถวัดได้จากการทดสอบแบบปรนัย การใช้ Bloom’s Taxonomy เป็นรูปแบบการประเมินที่หลากหลาย เป็นการประเมินตามสภาพจริง ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่ง Susan Steinbach ได้พูดถึงเครื่องมือในการประเมินไว้ได้ละเอียดชัดเจน ใน Farmers Farmers Everywhere
บล็อกที่ห้า บทสรุป ในเว็บเควสท์ส่วนนี้ แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ การแสดงความคิดเห็น สิ่งที่นักเรียนได้รับและการเชื่อมโยงความรู้กับสิ่งอื่น บทสรุปที่ดี ควรใช้คำถามในการอภิปรายหรือสรุปบทเรียนสั้นๆ เช่น Tom March พูดถึงบทสรุปที่ดีไว้ใน Tuskegee Tragedy
บล็อกที่หก ส่วนของครู เป็นการเพิ่มข้อมูลการจัดการชั้นเรียน ที่ครูต้องการให้มีในชั้นเรียน เป็นประโยชน์ในการแนะนำ การวางแผนในบทเรียน ในส่วนนี้ มี บทนำ จุดประสงค์ เนื้อหา ระดับความสามารถ ข้อมูล แหล่งข้อมูล และการอ้างอิง การประเมิน และบทสรุป
http://www.internet4classrooms.com/buildingblocks.htm
เจริญศรี กันยุบล
Using a WebQuest in your Classroom


การใช้ เว็บเควสท์ในห้องเรียน
Dr.Bernie Dodge พูดถึงเว็บเควสท์ว่า เป็นบทเรียนที่มีพื้นฐานจากการค้นคว้าศึกษาและการทำงานร่วมกัน จากข้อมูลหรือแหล่งเรียนรู้จากอินเทอร์เนต เขาได้พูดถึงส่วนประกอบ 5 ส่วนในเวบเควสท์ว่า 1) มีบทนำเป็นส่วนที่บอกหรือแบ่งประเภทข้อมูลและกำหนดงานตามระดับความสามารถของนักเรียน 2) งาน เป็นการบอกรายละเอียดในการทำงานตามกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้งานตามหัวข้อที่กำหนด 3) กระบวนการ เป็นส่วนที่บอกขั้นตอนให้เข้าใจง่าย ชัดเจน อาจเชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เนต 4) การประเมินผล ใช้เกณฑ์ในการประเมินหรือวัดความสามารถของนักเรียน 5) การสรุป เป็นการบอกประสบการณ์ของนักเรียน ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน
ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างเว็บเควสท์ได้ เช่น จากโครงสร้างของ Building Blocks of WebQuset หรือ Template for Constructing your WebQuest
ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการออกแบบเว็บเควสท์ เราค้นหาได้จากอินเตอร์เนตและสร้างเป็นเว็บเควสท์ของเราได้ อาจดูตัวอย่าง WebQuest about WebQuests หรือ The ABC’s of Web Site Evaluation ของ Kathy Schrock เป็นเว็บเควสท์ที่ฝึกทักษะการอ่านออกเขียนได้
แหล่งข้อมูลที่รวบรวมเว็บเควสท์ที่เชื่อถือได้ในอินเตอร์เนต มีอีกมาก เช่น” การค้นหาเครื่องจากเว็บเควสท์” ของ Dr.Bernie Dodge , พัฒนาเว็บเควสท์ให้ยอดเยี่ยม” ของทอมมาร์ช , “วิธีค้นหาแหล่งข้อมูลเพื่อเว็บเควสท์ของคุณ “ส่วนที่ได้มาจากเว็บเควสท์ที่โรงเรียนทำขึ้น เช่น “เทคโนโลยีแห่งการเรียนรู้ที่อิลินอยล์” , “GECDSB แหล่งรวบรวมเว็บเควสท์ ” หรืออาจได้มาจากเว็บเควสท์ส่วนตัว เช่น “ชีวิตระหว่างสงคราม” “เสียงจากอดีต” “สงครามโลก” ฯลฯ
ในการเลือกหัวข้อ Dr.Bernie Dodge พูดถึง ผลสำเร็จของเว็บเควสท์มีส่วนมาจากการเลือกหัวข้อที่ดี การเลือกหัวข้อที่ไม่น่าสนใจ ถึงมีแหล่งข้อมูลมากมายแต่นักเรียนอาจได้เพียง 1 หรือ 2 เว็บเควสท์เท่านั้น การโต้แย้ง ถกเถียงหรืออภิปรายกันจะทำให้ได้เชื่อมโยงความคิดที่เกิดขึ้นจากการอภิปราย มีส่วนทำให้ได้หัวข้อเว็บเควสท์ที่น่าสนใจ
แหล่งข้อมูลที่มีขอบเขตในการค้นหาจากคนกลุ่มเดียวกัน ช่วยทำให้ค้นพบแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ใช้ปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้เว็บเควสท์ที่แตกต่างออกไป บุ๊คมาร์ค เป็นส่วนที่เก็บรวบรวมแหล่งข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าแล้วนำมาเก็บรวบรวมไว้ในที่บุ๊คมาร์ค เช่นตัวอย่าง rubric จาก “The Staff Room for Ontario’s Teacher “ ส่วนแหล่งข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ เช่น” Process Guides” เป็น เว็บเควสท์ที่มีกิจกรรมและออกแบบผลงานของนักเรียนไว้สำหรับนักเรียนใช้ Production’s Scaffolds พูดถึงกิจกรรมที่ใช้กับนักเรียน “Reception ScaffoldsW จะช่วยให้นักเรียนออกแบบและตกแต่งได้ตามรูปแบบที่รวบรวมไว้ “Instant WebQuest “เป็นเว็บเควสท์ที่สร้างขึ้นในเวลาสั้นๆ ไม่ต้องใช้ภาษา HTML
Dr.Bernie Dodge กล่าวว่า การเริ่มต้นทำเว็บเควสท์ที่ดีต้องปรับปรุงเว็บเควสท์ให้ต่างจากของคนอื่น เขาได้มีรูปแบบให้ศึกษาใน ไ Adapting and Enchancting Existing “ แต่ถ้าสร้างเว็บเควสท์จาก Document มีขั้นตอนการสร้าง 3 ขั้นตอน 1) เริ่มที่เมนู File แล้วเลือก Edit File เปิด Template 2) เลือก save as ที่เมนู File แล้วเปลี่ยนชื่อ Doccument แล้วลากไปวางไว้ที่ Desktop 3) แก้ไขที่Doccument แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อเว็บเควสท์ตัวเอง Dr.Bernie Dodge ได้กล่าวถึง การทำให้เว็บเควสท์น่าสนใจด้วยรูปแบบการเชื่อมโยงที่ดึงดูด น่าสนใจ มีรูปแบบเฉพาะของตัวเอง โดยให้เลือกข้อความตรง dialog box ให้เชื่อมโยงไปที่ URL ที่ต้องการ ก็สามารถเชื่อมโยงไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้ สำหรับเว็บเควสท์ที่สร้างจากการเขียนด้วยภาษา HTML ต้องใช้ Browser จะมี 2 วิธีที่จะใช้เว็บเควสท์ในห้องเรียนได้ คือ 1) เปิดเมนู File เลือก Open เลือก Page Navigator จะพบ Bookmark ที่ง่ายสำหรับนักเรียนในการค้นหา 2) ติดต่อกับเว็บมาสเตอร์ เพื่อ upload เว็บเควสท์ให้นักเรียนได้ใช้ในห้องเรียน


จาก. http://www.internet4classrooms.com/using_quest.htm


Jareonsri Kanyubon

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

What is a WebQuest ?

WebQuests คืออะไร
เว็บเควสท์ เป็นรูปแบบบทเรียนแบบสืบสวนสอบสวน ที่เรียนรู้จากข้อมูลสารสนเทศที่สำคัญ และส่วนใหญ่เป็นการให้นักเรียนได้เรียนรู้จากเว็บ Bernie Dodge พัฒนารูปแบบการเรียนนี้ ที่ มลรัฐซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1995 Tom March ซึ่งเป็นคณะทำงานท้องถิ่นที่มลรัฐซานดิเอโก ได้มีส่วนร่วมในการนำมาใช้ ที่สมาคมฝึกหัดครู ในภาคเรียนฤดูร้อน
ตั้งแต่นั้นมา มีครูมากมายหลายล้านคนรวบรวมเว็บเควสท์จากอินเทอร์เนต ซึ่งมีวิธีการใช้มากมายที่เหมาะกับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 รูปแบบการสอนนี้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในบราซิล สเปน จีน ออสเตรเลีย และ ฮอล์แลนด์
เว็บเควสท์ ในรูปแบบของ ดร.อลิส คริสตี้ ประกอบด้วย บทนำ ซึ่งเป็นการพัฒนาหน่วยการเรียนหรือบทเรียนของนักเรียนที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันตามหัวข้อในหลักสูตรให้นักเรียนมีความสนใจ ปฏิบัติได้ โดยครูเป็นผู้เตรียมแหล่งข้อมูลได้ตามที่ต้องการ เพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์ มีเกณฑ์สำหรับการวัดประเมินผลนักเรียนขณะเรียนตามที่ผู้เรียนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในการเรียนจาก เว็บเควสท์ ทำให้เกิดประสิทธิภาพ เว็บเควสท์ เป็นแนวทางของกระบวนการเรียนเป็นขั้นตอน นักเรียนมีความสนใจที่ชัดเจนจากเทคโนโลยีชั้นสูง ดังนั้นครูผู้สอนคิดสร้างบทเรียนนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนสร้างชิ้นงานที่เป็นไปได้ ข้อแตกต่างของ เว็บเควสท์นั้น ประกอบด้วย ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ มีคำ หัวข้อหรือเรื่อง ให้ศึกษา หรือสื่อสารระหว่างกัน การอภิปรายหัวข้อที่ได้จากการวิเคราะห์จากสถานการณ์ บทบาทสมมติจากออนไลน์ ไม่มีแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ นั่นหมายความว่าสามารถใช้เครื่องมือจากห้องสมุด และจากการสัมภาษณ์จากความคิดเห็นหรือการสำรวจ
เว็บเควสท์ เป็นการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารหลากหลายวิธี จากแหล่งเรียนรู้มากมายทางอินเทอร์เน็ต Bernie Dodge จากมหาวิทยาลัยในมลรัฐซานดิเอโก มีเว็บเควสท์ 2 รูปแบบ คือแบบระยะสั้น เป็นการนำความรู้ที่ได้มารวบรวมให้สมบูรณ์ เป็นขัอมูลจำนวนมาก ทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ใน 3คาบ และ ระยะยาว เป็นการขยายความรู้ นักเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลและสาธิตว่านักเรียนเรียนรู้จากการสำรวจ อภิปราย หรือ การตอบสนอง ใช้เวลาทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ใน 1 – 4 สัปดาห์
องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนเว็บเควสท์ เกี่ยวข้องกับ การพินิจพิเคราะห์ ไตร่ตรอง การร่วมมือ การมีส่วนร่วม ความเชี่ยวชาญ เช่น ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ เปิดใจกว้าง วัฒนธรรมที่หลากหลาย การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา ความมีวินัย จากหลักการของเว็บเควสท์เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันของนักเรียน ผ่านกรับวนการและโครงสร้างที่ชี้แนะให้นักเรียนค้นพบผ่านการเรียนรู้ใหม่ๆ
เว็บเควสท์เป็นการเรียนที่ใช้ทักษะอย่างมีเหตุผล ไม่ได้เรียนรู้จาการท่องจำ การเรียนส่วนใหญ่นำไปใช้กับ การเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นผลจากนำเว็บเควสท์มาใช้กับประสบการณ์เดิมอย่างหลากหลายวิธีโดยใช้แหล่งเรียนรู้จากข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ การประเมินค่า และ การอนุมาน จากการได้รับข้อมูลทางอินเทอรเน็ต การคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้เว็บเควสท์ ทำให้ผู้เรียนสามารถระบุความเหมือนและแตกต่าง ระหว่างแหล่งเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต การกำหนดค่าความน่าเชื่อถือจากการรวบรวมข้อมูล และการประเมินค่า การเข้าใจความสำคัญข้อมูล รวบรวมสังเคราะห์ การสรุปข้อมูล สมมติฐาน จากการสรุปจากชิ้นงานโดยเฉพาะ
การเรียนแบบรวมมือ องค์ประกอบสำคัญ ทีนักเรียนสามารถนำส่วนอื่นมาใช้เป็นของตนเองภายใต้การเรียนรู้ของพวกเขาโดยผ่านกระบวนการร่วมมือ การค้นคว้า ที่อำนวยความสะดวก ในขณะที่เรียนในสถานที่ต่างๆการเรียนรู้โดยร่วมมือกัน มีการสื่อสารระหว่างกัน มีการทำแบบฝึกหัด พัฒนาความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง มีการตรวจสอบและพัฒนาความคิดที่ดีขึ้น อย่างเช่น การใช้เว็บเควสท์ในการพัฒนาพฤติกรรมทางสังคม ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการฟัง การร่วมมือ การรับรองซึ่งกันและกัน การช่วยให้เกิดการยอมรับและเห็นความแตกต่างในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ซึ่งมีผลมาจากกระบวนการทำงานและความแตกต่างระหว่างบุคคล นับเป็นสิ่งที่ดีมากที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน
ในขณะที่กลุ่มเล็กๆ มีการทำงานร่วมกัน นักเรียนได้เรียนรู้ความคิดเห็นแต่ละคนที่มีผลต่อการใช้ภาษาของสมาชิกในกลุ่ม เมื่อทำกิจกรรมร่วมกันในเว็บเควสท์ นักเรียนจะเห็นความชัดเจนของเนื้อหาหรือจุดมุ่งหมาย จากความคิดที่หลากหลาย การเปิดใจยอมรับ นักเรียนเกิดความคุ้นเคยในวิธีการคิด สามารถเข้าใจในรายละเอียดสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมในเว็บเควสท์ ช่วยสนับสนุนให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ผลสะท้อนของเว็บเควสท์ที่มีมุมมองที่สำคัญ เมื่อนักเรียนแสดงออก พวกเขาสามารถวิเคราะห์ ประเมินความคิดของพวกเขาได้จากกระบวนการแก้ปัญหา แสดงถึงความระมัดระวัง ซึ่งความคิดนี้ช่้วยให้นักเรียนเกิดประสบการณ์ จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญให้ได้ผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการสร้างความรู้
เว็บเควสท์ได้พัฒนาวิธีดำเนินการให้มีการควบคุมตนเองเพื่อที่จะเรียนรู้ เมื่อนักเรียนมีการติดต่อ
สื่อสาร เนื้อหาในหลักสูตร ที่ปฏิบัติได้จริง ได้ประสบการณ์จริง สร้างความเข้าใจและเรียนรู้ได้มากกว่าเมื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เว็บเควสท์จะเกิดผลทำให้มีการทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีใจกว้าง มีความหลากหลาย การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การจัดระเบียบการดำเนินงาน ความมีวินัยในตนเอง
ส่วนประกอบของเว็บเควสท์
_ บทนำ มี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นการปฐมนิเทศนักเรียน ความเป็นมา ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่น่าสนใจจะแนะนำฉากและภูมิหลังข้อมูล
_ ชิ้นงาน งานในเว็บเควสท์ เป็นการบรรยายว่า นักเรียนต้องทำอะไรในแบบฝึกหัด ซึ่งเป็นผลงานจากกล้องวิดีโอดิจิทอล โปสการ์ด การนำเสนอแบบพาวเวอร์พอยต์ คำสั่ง ที่อธิบายถึงหัวข้อที่กำหนดที่จะทำให้ชิ้นงานน่าสนใจ
_ กระบวนการ ครูเป็นผู้แนะนำให้นักเรียนเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนว่าควรทำอย่างไรให้ได้งานที่สมบูรณ์ ต้องมีการแบ่งงานย่อย แบ่งบทบาทหน้าที่ให้เชื่อมโยงกับนักเรียนคนอื่น ครูใช้วิธีการแบ่งงานนักเรียน อธิบายบทบาทให้นักเรียนและทำอย่างไรเพื่อที่จะควบคุมให้นักเรียนได้ระดมสมองในการทำกิจกรรม
_ การประเมินผล ใช้ rubic เป็นเกณฑ์การประเมิน ในการเรียนรู้ใช้กับเทคนิคเกี่ยวกับการแบ่งประเภท ทางวิทยาศาสตร์ แต่เราไม่สามารถใช้วัดกับการทดสอบที่มีหลายตัวเลือก
_ การสรุป ได้มาซึ่งบทสุดท้ายของการสำรวจ ย้ำในสิ่งที่นักเรียนค้นพบ การมีส่วนร่วมตามความสนใจ เป็นโอกาสที่ดีที่ที่ให้นักเรียนสรุปรวบรวมประสบการณ์หรือเชื่อมโยงในสิ่งที่นักเรียนเรียนรู้เข้าด้วยกัน
_สิ่งได้รับ นักเรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ ที่มีประโยชน์จากเว็บเควสท์ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการร่วมมือ ในที่สุดนักเรียนก็จะแสดงให้เห็นถึงความมีเหตุผล และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
_ ส่วนเพิ่มเติมอื่นๆ นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีขอบเขตการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างและแลกเปลี่ยนผลงานซึ่งกันและกัน
_ข้อสังเกตของครู ส่วนนี้ประกอบด้วยจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของเว็บเควสท์ ความสามารถในการจัดการ แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมในการวางแผน การใช้เครื่องมือในเว็บเควสท์ที่จัดไว้ให้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์



จาก http://www.alicechristie.org/edtech/wq/about.html

: Jareonsri Kanyubon

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

สรุปการอภิปราย กลุ่มที่ 1

การเรียนการสอนผ่านเว็บ Web Based Instruction และ WebQuests
การเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction เป็นการจัดระบบการเรียนการสอนผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้เรียนและครูผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กัน และเกิดการเรียนรู้จากการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล อภิปราย สรุปแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ได้ชิ้นงานของผู้เรียน การสอนผ่านเว็บเป็นที่รู้จักในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ปี 1996 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การเรียนการสอนผ่านเว็บ เพื่อการศึกษาทางไกลก็เริ่มแพร่หลายในมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศสหรัฐอเมริกา และแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
จากหนังสือของ Khan (1997) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction ว่า เป็นระบบการเรียนการสอนแบบ Hypermedia-based ที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน นอกจากนี้ เขาได้จำแนกส่วนประกอบที่สมบูรณ์ของระบบ WBI ซึ่งได้แก่ การพัฒนาเนื้อหา softwere, hardwere, และผู้จัดบริการอินเตอร์เน็ต คุณลักษณะของโปรแกรม WBI ถูกจำแนกโดยมีรูปแบบหลักๆ 2 รูปแบบคือ
1. รูปแบบหลักซึ่งปรากฏอยู่ในเว็บ เช่น การปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆทั่วโลก และความสามารถในการค้นหาข้อมูลแบบออนไลน์
2. รูปแบบเพิ่มเติม เช่น ความสะดวกสบาย การเรียนแบบร่วมมือ (Collabolative Learning) การประเมินผลแบบออนไลน์ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของการออกแบบ WBI
ข้อดีของ การเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction คือ เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทุกสถานที่ สามารถใช้สื่อได้หลากหลาย ผู้เรียนได้สื่อสารปฏิสัมพันธ์กันซึ่งกันโดยผ่านทางเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ต ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้สอนเห็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน นอกจากนี้ มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างผู้เรียนที่เรียนโดยการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction และการเรียนการสอนรูปแบบเดิม พบว่า นักศึกษาที่เรียนทางการออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีกว่านักศึกษาที่เรียนรูปแบบเดิมในมหาวิทยาลัย แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนระบบการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instructionนี้ นั้นไม่ได้เหมาะสมสำหรับผู้เรียนทุกคน มีนักศึกษาและครูผู้สอนหลายคนชอบการเรียนการสอนในบรรยากาศห้องเรียนมากกว่า แต่สำหรับนักเรียนที่สามารถเรียนรู้เองและทำงานเองได้ตามลำพัง การเรียนทางไกลอาจจะเป็นทางที่ดีกว่าในทางอื่นๆ เพราะผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ทุกเวลาและสถานที่ ซึ่งเหมาะสมกับผู้เรียนที่ต้องทำงานควบคู่ไปกับการเรียน และค่อนข้างเหมาะกับผู้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย และระดับสูงขึ้นไป ด้วยเหตุนี้การบริหารเวลาเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction เป็นอย่างยิ่งเพราะผู้เรียนจำเป็นต้องแบ่งเวลาในการทำงานและการเรียนให้เหมาะสม หลักสูตรแบบออนไลน์นั้นยึดหยุ่นได้มากกว่าและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบการเรียน (Learning Style) ของผู้เรียนได้เหมาะสมกับระดับ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนที่ค่อนข้างหลากหลายมากกว่าการเรียนแบบบรรยายในห้องเรียน หลักสูตรการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction จะมีพื้นฐานในการสอนให้แก้ปัญหาตามสภาพจริง (Solving Real World Problems) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของการศึกษาทางไกล
อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction นั้นก็ข้อเสียบางประการ เช่น ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้ ผู้เรียนต้องรู้จักแบ่งและบริหารเวลาของตนเอง และต้องเป็นคนกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ต้องรู้จัก update ข้อมูลต่างๆและเทคโนโลยีที่ทันสมัยตลอดเวลา ต้องเป็นผู้ที่มีวิจารณญาณและมีทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสม ต้องรู้จักการทำงานด้วยตนเองตามลำพัง และนอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆอย่างสร้างสรรค์ นอกจากปัจจัยด้านตัวผู้เรียน ยังมีปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆเช่น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่จำเป็นต้องสะดวกและรวดเร็ว เพราะเมื่อใดที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตล่ม การเรียนการสอนและการสื่อสารของผู้เรียนผู้สอนจะอาจจะมีอุปสรรค
การที่ครูและผู้เรียนจะประสบความสำเร็จในการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction ได้นั้น เราควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญในการเลือกเรียนผ่านเว็บ ดังต่อไปนี้ 1. ประการแรก ควรศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษานั้น และทั้งคณาจารย์ หลักสูตร ห้องสมุด ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่รองรับ 2. ประการต่อมาควรคำนึงถึงความพร้อมของตนเองด้าน Technical Skill และอุปกรณ์ในการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย 3. ประการสุดท้าย นักศึกษาควรศึกษาเกี่ยวกับเวลาในการเรียน และการส่งงาน ซึ่งการเรียนการสอนผ่านเว็บนี้นั้นค่อนข้างยึดหยุ่นในเรื่องของเวลา ด้วยเหตุนี้นักศึกษาจำเป็นต้องมีทักษะในการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือ Web Based Instruction ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน WebQuests เริ่มมีบทบาทในการผสมผสานเทคโนโลยีและความคิดทางการศึกษา (Educational Concept) เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิด Inquiry-Based Learning นอกจากนี้ WebQuests ยังมีความสามารถในการรวบรวม แหล่งข้อมูลออนไลน์ต่างๆ กับการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ students-centered และ การเรียนการสอนผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่ Sunal and Hass (2002) (อ้างใน Vanguri และคณะ (2004)) ได้ให้คำนิยามเกี่ยวกับ WebQuests กล่าวคือ WebQuests เป็นกิจกรรมในการสอนการแก้ปัญหา (Problem-solving activities) สำหรับนักเรียนที่สามารถรวบรวม แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต สื่อการเรียนการสอนในคอมพิวเตอร์ และแหล่งข้อมูลอื่นๆเข้าไว้ด้วยกัน
WebQuests กลายเป็นวิธีการสอนที่รวมเทคโนโลยีและ ความคิดทางการศึกษา (Educational Concept) ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน WebQuests เกิดจากการริเริ่ม ของ Bernie Dodge และ Tom March จาก San Diego State University ในปี 1995 Bernie Dodge ได้รวบรวมข้อมูลและแหล่งข้อมูล ทางอินเตอร์เน็ตที่สนับสนุน แผนการสอนของเขาให้แก่นักเรียน นวัตกรรมแปลกใหม่และสามารถเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางของเขาชิ้นนี้ นั้นมีความสามารถในการรวบรวม แหล่งข้อมูลแบบออนไลน์ กับการเรียนการสอนผ่านกิจกรรม การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงกับการเรียนรู้ผ่านเนื้อหา(Content-based Learning) ในรูปแบบ WebQuests อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการเรียนรู้ทางเลือกให้แก่ผู้เรียนได้อีกวิธีการหนึ่ง Tom March ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้พัฒนา WebQuests กล่าวว่า WebQuests นี้ช่วยให้นักเรียนสร้างความหมายของหัวข้อที่ซับซ้อน และเป็นแนวทางในการกระตุ้นให้นักเรียนสามารถทำงานและทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน และสามารถตรวจสอบความรู้และความคิดของนักเรียนในบริบทที่แท้จริง มีการวิจัยอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้ WebQuests เช่น Lipscomb (2003) ได้วิจัยเกี่ยวกับการใช้ WebQuests ในห้องเรียนเกรดแปดวิชาสังคมศึกษา เพื่อจัดทำโครงงานเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่2 และศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอน และการใช้เวลาในการทำกิจกรรม เนื่องจากนักเรียนไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ WebQuests มาก่อน ครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องจัดอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้ WebQuests เบื้องต้น เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองพบว่า นักเรียนสามารถสร้างสรรค์บทความเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่2 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมใน บทเรียน WebQuests ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้กล่าวว่านอกจากในวิชาสังคมศึกษาแล้ว WebQuests ยังสามารถใช้ในวิชาอื่นๆได้อีกด้วย เช่นในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ การสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตช่วยให้นักเรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกิจกรรมของ WebQuests กระบวนการที่จำเป็นในการสืบค้นข้อมูล คือ ความสามารถของครูผู้สอนในการสร้างเครื่องมือนำทาง (navigation) ผ่าน a web page story board ในกระบวนการนี้ครูผู้สอนต้องสามารถสร้าง flowchart ในการระบุความก้าวหน้าของนักเรียนตามโครงงานแบบ WebQuests การเรียนการสอนโดยใช้ WebQuests ยังคงเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จในการให้นักเรียนได้เชื่อมต่อกับสื่อการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ แต่สิ่งที่ควรตระหนักในเบื้องต้นคือ ครูผู้สอนควรตระหนักถึงความสำคัญในการตั้งปัญหา หรือกำหนดแผนงานสำหรับนักเรียนเพื่อให้สำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ การตั้งปัญหาหรือแผนงานยังต้องการการกระตุ้นที่เพียงพอเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนสามารถสืบค้นและอ้างอิงข้อมูลออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ครูผู้สอนควรตระหนักเกี่ยวกับความสามารถทางด้านเทคโนโลยีของผู้เรียน และตัวผู้สอนเองในการที่จะสร้างผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุปคือ Web based Instruction & WebQuest เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่จำเป็นต้องมี Modelในการออกแบบวิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันซึ่งมีข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่มากมาย มีการใช้ Word Wide Web และ Technology กับmodel ที่เตรียมไว้เพื่อสร้างเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดแก่ผู้เรียน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่สำคัญยิ่งในการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เสมือนดั่งขุมทรัพย์ข้อมูลข่าวสารที่สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บจึงเหมาะสมกับการจัดการศึกษาในปัจจุบันเพราะในกระแสแห่งยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งครูและผู้เรียนจำเป็นต้องก้าวให้ทันตามยุคตามสมัย เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนและพัฒนาการเรียนการสอนที่สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างผู้เรียนเอง อย่างต่อเนื่องได้ตลอดเวลา แม้ในระยะทางห่างไกล อ้างอิงจากhttp://www.emporia.edu/earthsci/web_inst.htm
www.chaiweb.com
http://www.ncolr.org/jiol/issues/PDF/3.2.5.pdf
http://questioning.org/module/module.html
http://www.moorbrook.demon.co.uk/guide.html

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552